Tag Archives: smartkid

สวัสดีคุณครูที่รัก Hello my teacher

Lyric

สวัสดีคุณครุที่รัก หนูจักตั้งใจอ่านเขียน
ยามเช้าเรามาโรงเรียน (ซ้ำ) หนูจะพากเพียรขยันเรียนเอย

สวัสดีคุณครุที่รัก หนูจักตั้งใจอ่านเขียน

เก้าโมงตอนเช้าเข้าเรียน  เพื่อพากเพียรเพิ่มพูนวิชา

อยากพูดจาไพเราะ ฟังแล้วเหมาะเพราะดีหนักหนา

ตกเย็นมาแล้วขอลา พรุ่งนี้มาสวัสดีคุณครู

สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ

Happy Birthday to you

Lyric

Happy Birthday to you, happy birthday to you,
Happy Birthday, Happy Birthday,
Happy Birthday to you!

Itsy Bitsy Spider

Lyric

The itsy bitsy spider went up the water spout.

Down came the rain, and washed the spider out.

Up came the sun, and dried up all the rain,

and the itsy bitsy spider went up the spout again.

Twinkle twinkle little star

 

Lyric

Twinkle, twinkle, little star
How I wonder what you are.
Up above the world so high
Like a diamond in the sky
Twinkle, twinkle, little star
How I wonder what you are! 

เชิญแนะนำหัวข้อที่ท่านสนใจ…ทางนี้ค่ะ

คุณพ่อ คุณแม่ ท่านใดมีหัวข้อที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาที่แก้ไม่ตก หรือคำแนะนำต่าง ๆ ที่จะให้ทาง Smart kid ช่วยเผยแพร่ต่อ เรียนเชิญ Post หัวข้อ และเรื่องราวไว้ได้เลยค่ะ หรือ e-mail ที่ aeya_oh@yahoo.com  ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ลูกเขียนหนังสือไม่ได้

 

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

 

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

 

สมัยนี้เด็กส่วนใหญ่จะเข้าเรียนเร็วค่ะ บางคนเข้าเรียนตั้งแต่ 2 ขวบ หรือยังไม่ 3 ขวบ แน่นอนต้องเข้าใจว่าลูกยังเล็กค่ะ กล้ามเนื้อมือ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กยังพัฒนาไปไม่ทัน ต้องใช้เวลามากกว่าเด็กที่โตแล้ว หรือ 4 ขวบขึ้นไปแล้ว เด็กสองคนต่างกันแค่เดือน สองเดือน พัฒนาการก็ตามกันไม่ทันนะคะ และเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันค่ะ บางคนเขียนเร็ว บางคนเขียนช้า บางคนพูดเร็ว บางคนเดินก่อนพูด เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ

สำหรับลูกวัยอนุบาล พ่อแม่บางคนจึงพบว่าลูกเขียนหนังสือไม่ได้ หรือเขียนได้ไม่ทันเพื่อน ก็เป็นที่กังวลว่า ทำไมลูกเขียนตามรอยประไม่ได้ ระบายสีไม่ได้ หรือทำไม่เสร็จ ไม่มีสมาธิ หรือสมาธิสั้นหรือเปล่า

น้องอีฟ อายุสามขวบ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยชอบเขียน หรือระบายสีเท่าไหร่ ค่ะ ยิ่งเขียนตัวหนังสือเส้นประแบบเป็นบรรทัด บรรทัด ยิ่งไม่เอาเลย (ปัจจุบันก็ยังไม่เอาอยู่ค่ะ) ก็เลยลองหาแบบฝึกหัดเขียนแบบอื่นมาให้ทำค่ะ เป็นพวกวาดรูป โยงเส้นอะไรพวกนี้ ให้เค้าได้จับดินสอขีดเขียนไปมา เป็นการชักจูงค่ะ สำหรับระบายสีนั้นเท่าที่สังเกต ไม่รู้ลูกคนอื่นเป็นหรือเปล่า คือลูกสาวไม่ชอบระบายสีภาพใหญ่ ๆ ค่ะ ชอบภาพเล็ก ๆ เข้าใจว่าเด็กนั้นมือเล็กค่ะ ระบายภาพใหญ่ มีเนื้อที่มาก ๆ มันก็คงเมื่อยเหมือนกัน ก็ไม่เป็นไรค่ะ ให้เค้าระบายแค่ตา จมูก ปาก อะไรแบบนี้ก็ยังดี ต้องเอ่ยปากชมด้วยนะคะ

สำหรับการฝึกกล้ามเนื้อมือ ที่ได้ผล ก็คือให้ปั้นดินน้ำมัน ค่ะ ให้เค้าเล่นไปเรื่อย ๆ บีบไป บีบมา ค่อย ๆ สอนให้ปั้น ต้องใจเย็น ๆ ค่ะ เมื่อไหร่ปั้นเป็นลูกกลม ๆ ได้นั่นแหละ เค้าพร้อมที่จะหัดเขียนแล้ว (อันนี้คุณครูเตรียมอนุบาลบอกมาค่ะ เพราะตอนที่น้องอีฟเข้าโรงเรียนตอนแรก คุณครูไม่ให้เขียนเลย ให้ปั้นดินน้ำมัน กะระบายสีเท่านั้น)
อีกอย่างที่สำคัญ ต้องคุยกับคุณครูที่โรงเรียนด้วยค่ะ เพราะคุณครูอยู่กับลูกทั้งวัน ว่าลูกเราเป็นอย่างนี้ ยังทำอะไรไม่ได้บ้าง ให้คุณครูเค้าเอาใจใส่เป็นพิเศษ และอย่าลืมสังเกตว่าลูกชอบทำอะไร หรือไม่ชอบทำอะไร เก็บไปฝากครูด้วยค่ะ เค้าจะได้เข้าใจลูกของเรามากขึ้น ต้องทำให้ลูกรักคุณครูด้วยนะคะ จะเป็นประโยชน์มากค่ะ

สำหรับเรื่องสมาธิสั้นหรือไม่นั้น ปรึกษาครูที่โรงเรียน หรือให้แพทย์ช่วยดูให้อีกทีนะคะ ถ้าเป็นจริง ๆ รักษาได้แต่เนิ่น ๆ ค่ะ ถ้าเรายอมรับ

มีเหตุผลหนึ่งที่เด็ก ๆ ไม่อยากเขียน ไม่อยากทำการบ้าน คือการบ้านมันไม่โดนใจค่ะ เด็ก ๆ ก็เบื่อเหมือนกันค่ะ ลองทำเป็นแบบว่าแม่อยากจะช่วยทำ แต่แม่เขียนยังไงก็เขียนไม่ได้ ดินสอมันเขียนไม่ออก ไหนลูกลองเขียนดูซิ พอเค้าเขียนได้ก็ โอ้โห นี่มันเป็นการบ้านของลูกคนเดียวเลย ดินสอก็พิเศษของเค้าคนเดียวเลย มุกนี้ได้ผลค่ะ ทั้งการบ้านระบายสี และอะไรที่ไม่อยากทำ

ถ้ายังไม่ได้ ก็ลองแบบแข่งกันค่ะ เอาการบ้านลูกไปซีรอค ใครทำเสร็จก่อนคนนั้นชนะ มีข้อแม้ว่าต้องทำเองเท่านั้น ของใครของมันค่ะ

ยังไงก็ฝากคุณพ่อ คุณแม่ ท่านไหนมีประสบการณ์ ช่วย Share ข้อคิดเห็น เพื่อประโยชน์ของเด็ก ๆ ด้วยค่ะ

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

เด็กบางคนไปโรงเรียนวันแรกไม่ร้องซักนิดเลย เพราะเค้าเห็นพี่ ๆ ที่บ้าน หรือพี่ ๆ ข้างบ้านไปโรงเรียนกันทุกวัน ก็อยากจะไปบ้าง รู้สึกตื่นเต้น ดีใจที่ได้ไปโรงเรียนวันแรก มันเหมือนฝันที่เป็นจริง ประมาณนั้นเลย แต่พอผ่านไปได้สัก3-4 วัน หนู ๆ ก็จะเริ่มรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย

1. คิดว่าพ่อแม่ไม่รักแล้ว พามาอยู่โรงเรียนทุกวัน
2. อยากได้ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่เหมือนเดิม คือจากเคยอยู่บ้านจะเป็นที่ 1 ได้รับการเอาใจทุกอย่าง แต่อยู่ที่โรงเรียน คุณครูมีนักเรียนหลายคน
3. ยังไม่ชินกับคน และสถานที่ มีแต่คนแปลกหน้ามากมาย
4. ไม่ได้ทำตามใจตนเอง เพราะต้องเรียนรู้การทำตามกฎ และตารางเวลา
5. ไม่ชอบการลาจาก เด็กบางคนร้องไห้แค่ตอนที่พ่อแม่ไปส่ง แต่พอพ่อแม่กลับไปก็ร่าเริงเป็นปกติ
ฯลฯ

เด็ก ๆ ต้องปรับตัวมากเหลือเกินค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องใกล้ชิดกับลูกมาก ๆ คุยกับคุณครูว่าลูกเราเป็นอย่างไร กินข้าวได้มั้ย เข้ากับเพื่อนได้มั้ย วันนี้เป็นอย่างไร เราจะได้รับมือกับลูกได้ตรงจุดค่ะ

แนวทางแก้ไข ที่จะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบานะคะ

1. บอกรักลูกทุกวันค่ะ ให้เค้ารู้ว่าเรารัก และบอกถึงประโยชน์ของการมาโรงเรียน ให้เค้าเข้าใจ ว่ามีประโยชน์ต่อตัวลูกแค่ไหน อย่านึกว่าลูกไม่เข้าใจค่ะ เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดสุด ๆ แม่น้องอีฟสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยเหตุผลค่ะ
2. ให้รางวัล สำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่เพิ่งไปโรงเรียนช่วงแรก ๆ ลองให้ “ดาว..ความดี” ค่ะ อันนี้เคยใช้กับน้องอีฟมาแล้ว ดาวกระดาษที่พับใส่ขวดโหลแบบนั้นหน่ะค่ะ ถ้าลูกไม่ร้องไห้แม่จะให้ดาว แล้วก็พับให้เค้าถือไปโรงเรียนทุกวันตอนเช้า มันเหมือนเป็นกำลังใจด้วยค่ะ หรือจะลองเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ได้นะคะ
3. ไม่เอาเรื่องไปโรงเรียนมาขู่ เช่นถ้าลูกดื้อ แม่จะพาไปส่งโรงเรียน เป็นต้น
4. สำหรับน้องที่ร้องไห้ เวลาไปส่งเป็นประจำ ต้องประสานงานกับคุณครูค่ะ ให้คุณครูมารับช่วงต่อทันที ที่เราไปส่ง อาทิ เดินมารับที่รถสำหรับเนอสเซอรี่เล็ก ๆ คือ อุ้มไปเลย ไม่ทันตั้งตัว แล้วพาไปเล่นก่อนอะไรแบบนี้ อย่าเพิ่งเอาเข้าห้องเรียน ถ้าเป็นโรงเรียนก็ให้มารับไปทันทีที่ไปส่งค่ะ แต่สักพักลูกจะมีความรู้สึกว่าไม่อยากให้แม่หนีไป นั่นแหละค่ะ ตอนนั้นเราก็รีบบอกไปเลยว่า ลูกอยากให้แม่อยู่ส่งลูกนาน ๆ ใช่มั้ย เราจะหอมแก้มกัน กอดกัน แต่หนู่ต้องเลิกร้องไห้ แม่ถึงจะอยู่ส่งได้นะคะ อะไรแบบนี้
5. อีกวิธีหนึ่งก็คือ ไม่ส่งถึงห้องค่ะ ส่งแค่ครึ่งทาง ให้เค้าเดินต่อไปเอง อันนี้ต้องประสานงานกับคุณครูด้วยนะคะ ที่โรงเรียนน้องอีฟเค้าสอนให้นักเรียนเดินเข้าห้องเองค่ะ ในหัวข้อ หนูทำได้ จะสังเกตว่าช่วงนั้นเด็ก ๆ จะเดินเข้าไปห้องเรียนเองกันเป็นแถว แล้วก็ไม่ร้องไห้ด้วยค่ะ

แต่ถึงอย่างไร เด็กก็ยังเป็นเด็กค่ะ ลูกอาจจะกล้าบ้าง ไม่กล้าบ้าง กลับมาร้องไห้บ้าง ไม่ร้องไห้บ้าง เหมือนน้องอีฟ บางวันก็ยังร้องอยู่เลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่ท่านใดมีประสบการณ์อื่น ๆ ขอเชิญมาช่วย Share ข้อมูลดี ๆ ด้วยกันนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง………………………………..

++การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

++การเลี้ยงลูกให้ฉลาด

++รวมบทความ การเลี้ยงดู และพฤติกรรมเด็กวัย 3 ขวบ

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

ลูกไม่ยอมแปรงฟัน

คุณพ่อคุณแม่หลายคนมีปัญหาเรื่องลูกไม่ยอมแปรงฟันค่ะ เด็กบางคนอาจจะกัดแปรง กลืนยาสีฟัน หรือบางคนไม่ยอมอ้าปากให้แปรงเลย คิดว่าคงมีปัญหากันเกือบทุกบ้านนะคะ ที่บ้านก็เป็นค่ะ อีฟก็ไม่ชอบแปรงฟัน คราวนี้เราลองมาหาวิธีจัดการกับเจ้าตัวน้อยในเรื่องนี้กันดีกว่า คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนมีวิธีอะไรบ้าง ช่วยกัน Share ประสบการณ์เพื่อเป็นประโยชน์ค่ะ

ตามประสบการณ์ที่ผ่านมานะคะ วิธีที่ใช้ได้ผลก็คือ
1.  หาแปรงสีฟันที่เค้าถือเองได้ค่ะ ประเภทแปรงที่มีแผ่นกันไม่ให้แปรงหลุดเข้าปากหน่ะค่ะ ของเด็กเล็ก คือปลอดภัยไว้ก่อน ให้เค้าเคี้ยว ๆ กัด ๆ ไปนั่นแหละค่ะ เค้าได้แปรงฟันแล้ว ก็สลับกันคุณแม่แปรงให้บ้าง ให้เค้าแปรงเองบ้าง หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ใส่ยาสีฟัน สังเกตรสไหนที่เค้าชอบ
2.  ถ้าลูกเริ่มโตแล้ว สอนให้ลูกเข้าใจเรื่องความสำคัญของการแปรงฟันค่ะ แต่ยังไงเด็ก ๆ ก็ยังไม่ค่อยอยากแปรง ก็ต้องลองหลายวิธีค่ะ วิธีที่ใช้ได้ผลดีก็คือ
3.  เปลี่ยนแปรงบ่อย ๆ เด็ก ๆ ก็เห่อของใหม่เหมือนกันค่ะ
4.  หรือจะลองบอกเค้าว่าเมื่อกี้แม่เห็นแมงกินฟันติดอยู่ที่ในปาก นั่นไง มันกำลังกินฟันอยู่ ให้แม่เอาออกให้นะ แล้วก็ให้เค้าค่อย ๆ อ้าปาก แล้วแปรงให้ค่ะ แปรงเสร็จก็บอกแมงกินฟันออกไปแล้ว ลองให้เค้าเอามือป้องปากแล้วหายใจออก จะได้กลิ่นปากหอมสดชื่น เป็นกลิ่นสตรอเบอรี่ กลิ่นส้ม ฯลฯ แล้วแต่เค้าชอบค่ะ
5.  อีกวิธีก็คือ แปรงไปพร้อมกัน เค้าก็จะแปรงตามเรา แข่งกันใครฟันหอมกว่ากัน ของแม่กลิ่นนั้น ของลูกกลิ่นนี้
6.  แต่วิธีที่ได้ผลที่สุด ลองชวนลูกไปหาหมอฟันกันค่ะ อืฟเคยไปแล้วปรากฎว่ามีฟันดำต้องกรอ และอุด คุณหมอจะทำอันที่อยู่ด้านนอกค่ะ แล้วก็นัดทำฟันที่อยู่ด้านใน ซึ่งแม่ดูแล้วคงไม่มาทำแน่นอนค่ะ ลูกต้องทนไม่ได้แน่ ๆ หลังจากนั้น วันไหนที่ลูกไม่ยอมแปรงฟัน ก็จะบอกว่าเดี๋ยวฟันผุมากขึ้น คุณหมอจะนัดไปทำอีก อันนี้ได้ผลอยู่พักใหญ่เลยค่ะ
ลองดูกันนะคะ ลูกสาวตอนนี้อายุ 3 ขวบ 4 เดือน แปรงฟันได้เองค่ะ แต่ก็ยังมีวันที่งอแงอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน เผื่อใครมีวิธีอื่น ๆ ก็มาแชร์กันบ้างนะคะ

หนูไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว..

 

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

จากเด็กที่เคยขึ้กลัว ไม่กล้าเล่น ไม่กล้าปีน กลัวตก สามวันที่ผ่านมานี้ อีฟเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย อยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นมาปีนโต๊ะ ขึ้นไปนั่งอยู่บนตู้ หรือแม้แต่ปีนตู้เย็น ทำให้แม่ งง สุด ๆ เมื่อวานวันเกิดแม่ ก็ไปทานอาหารที่ร้านประจำ ซึ่งมีของเล่นให้เล่นด้วย วันนี้อีฟปีนป่ายของเล่นอันนั้น อันนี้ แบบขึ้นไปสูง ๆ ทำให้แม่ไม่กล้าไปนั่งกินข้าว แล้วปล่อยให้หนูเล่นคนเดียวเลย

อันที่หวาดเสียวสุด ๆ ก็เห็นจะเป็นไม้กระดก ปกติอีฟจะชอบให้แม่นั่ง แล้วกระดกให้อีฟขึ้นสูง แต่สักพักก็กลัว แต่วันนี้ พออีฟขึ้นไปสูงสุด คุณเธอก็เริ่มยืนบนที่นั่ง แล้วปล่อยมือยืนขึ้นไป แบบกายกรรมเปียงยางอะไรอย่างนั้น แม่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะลุกไปจับก็ไม่ได้ ใจหายหล่นไปถึงตาตุ่มเลย พออีฟลงมาแม่รีบบอกเป็นการใหญ่ว่าอย่าทำอย่างนี้อีก เพราะมันอันตรายมาก ๆ

นี่ไม่รู้เป็นเพราะพัฒนาการกล้ามเนื้อของเค้าดีขึ้น หรือว่าเป็นเพราะอีฟดูบาร์บี้ ตอนสามทหารเสือ ก็ไม่รู้

 

ก็เลยคิดว่าเดี๋ยววันพรุ่งนี้ต้องรีบบอกคุณครูดีกว่า ว่าพี่อีฟ เปี๊ยน ไป๋ ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ ต้องคอยระวังแทนคุณแม่ด้วย เพราะตอนนี้ หนูไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว…แต่แม่กลัวแทน

บทความที่เกี่ยวข้อง………………………………..

++การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

++การเลี้ยงลูกให้ฉลาด

++รวมบทความ การเลี้ยงดู และพฤติกรรมเด็กวัย 3 ขวบ

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

A gifted student

eve student

เปิดเทอมวันแรก คุณครูให้สมุดพกกลับบ้าน สำหรับภาคภาษาไทย พี่อีฟได้เกรด 4 เกือบทุกวิชา ยกเว้น สร้างเสริมลักษณะนิสัย (เอ๊ะ อันนี้เกี่ยวกับลักษณะนิสัยหรือป่าว ช่วงที่ผ่านมาอีฟก็ค่อนข้างมีปัญหาเหมือนกัน) ส่วนภาคภาษาอังกฤษ พี่อีฟได้ Out standing หมดทุกข้อ ในส่วนของภาษา คุณครูเขียนคอมเม้นว่า เป็น gifted student โอ้โห แม่สุดจะปลื้มเลย ส่วนคุณครูคณิตศาสตร์ภาษาอังกฤษ ก็ Congratulation ว่าอีฟเก่งคณิตศาสตร์เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วไม่ได้ซีเรียสกับคะแนนสอบของลูกเท่าไหร่เลย ลูกได้เท่าไหร่ก็เก่งหมดนั่นแหละ แต่คืออันนี้มันเหนือความคาดหมาย แต่ก็ไม่ได้ไปบอกลูกว่าหนูต้องได้คะแนนเต็มอะไรแบบนั้น ก็พยายามไม่เวอร์ แค่บอกว่าหนูเก่งมาก อีฟเองก็คงยังไม่ค่อยสนใจมันเท่าไหร่  ดีแล้ว แม่ไม่อยากให้หนู่ต้องมาเครียดกับการเรียนตั้งแต่ยังเล็ก นั่นทำให้แม่แอบยิ้มไม่หุบอยู่คนเดียว …

บทความที่เกี่ยวข้อง………………………………..

++การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

++การเลี้ยงลูกให้ฉลาด

++รวมบทความ การเลี้ยงดู และพฤติกรรมเด็กวัย 3 ขวบ

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล