Category Archives: สารพันปัญหาพฤติกรรมเด็ก

บทความเกี่ยวกับ การสอนเรื่องเพศกับเด็ก

พฤติกรรมเด็กวัย 3-6 ขวบ..หนูเกิดมาทางไหน
บทความวิชาการ..โดย พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์

วัย 3 – 5 ปี จะเป็นช่วงที่เด็กสนใจในเรื่องเพศได้บ่อย โดยแสดงออกมาอย่างเปิดเผย จะคอยซักถามว่าแม่คลอดหนูมาอย่างไร หนูเกิดมาทาไหน ทำไมหนูถึงไม่เหมือนพี่ชาย ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ ที่เด็กสนใจเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าพ่อแม่ตอบสิ่งที่เด็กอยากรู้ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา เท่าที่เด็กวัยนี้ควรจะรู้ คนสนใจของเด็กก็จะได้รับการตอบสนอง สุดท้ายก็จะเปลี่ยนความสนใจ ไปยังสิ่งอื่น ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

พฤติกรรมของเด็กที่ให้ความสนใจในเรื่องเพศมากว่า หรือเล่นอวัยวะเพศของตนเอง ที่ผู้ใหญ่ควรเข้าไปขัดขวาง
1. กระทำบ่อย ๆ จนไปขัดกับพัฒนาการในด้านอื่น หรือทำให้หมกมุ่นไม่สนใจสิ่งอื่น ๆ
2. ขาดกาลเทศะ ทำไปทุกที่ ขาดการยับยั้งตัวเอง
3. กระทำติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ ไม่มีท่าทีที่จะเลิก
4. รุนแรง จนอาจเกิดอันตรายต่อเด็ก

สาเหตุที่เด็กวัยอนุบาลสนใจเรื่องเพศมาก
1. เป็นธรรมชาติ เป็นการเรียนรู้ตามวัย
2. ได้รับสิ่งกระตุ้นความรู้สึก เช่น การทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศที่เกินสมควร ได้เห็นภาพที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ
3. ถูกล่วงเกินทางเพศ
4. ถูกทิ้งไว้คนเดียวนาน ๆ จนเด็กมีเวลาสำรวจตัวเอง เมื่อค้นพบความรู้สึกที่แปลกออกไปจะติดใจ

วิธีการช่วยเหลือ
1. ลดสิ่งกระตุ้นความรู้สึกทางเพศทั้งหมด
2. สังเกตและป้องกันอันตรายแก้เด็ก ผู้ที่ล่วงเกินเด็กและอยู่ใกล้ชิดกับเด็ก ถ้ากระทำไม่รุนแรงกับเด็กมากนัก จะทำให้เด็กไม่กลัว ทำให้พ่อแม่จับสังเกตได้ยาก
3. เพิ่มคุณภาพการเล่นและการออกกำลังกาย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
4. อย่าปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวนาน ๆ ให้ความใกล้ชิด แต่อย่าคอยทักพฤติกรรมที่เด็กทำ พยายามชี้ชวนเบี่ยงเบนความสนใจ

‘เรียนรู้เรื่องเพศในแต่ละช่วงอายุ
 โดย นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
 

จากรายการปัญหาชีวิตและสุขภาพ แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2549 นำเสนอเรื่อง “วัยรุ่นกับเพศสัมพันธ์” ทำให้สังคมตระหนักชัดว่า สังคมประเทศไทยนี้มีปัญหาเรื่องการร่วมเพศก่อนวัยอันควร ไม่รู้จักป้องกันการตั้งครรภ์ ทำให้มีบุตรนอกสมรส ขาดผู้รับผิดชอบและความรับผิดชอบต่อเด็กในครรภ์และเด็กที่จะเกิดมาส่งผลตามมาอีกมากมาย
 
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล   รามาธิบดี สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ดังนี้
การสอนเพศศึกษาในแต่ละช่วงอายุ
 
กุมารแพทย์ควรจะมีบทบาทในการสอนเพศศึกษาแก่พ่อแม่ และเด็กตั้งแต่เล็กในคลินิกตรวจสุขภาพซึ่งควรจะขยายเป็นทุกอายุจนถึงวัยรุ่น เนื้อหาที่จะสอนหรือให้ความรู้ในแต่ละด้าน ควรให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย จำแนกออก เป็นช่วงเด็กเล็กหรืออนุบาล (3-5 ขวบ), ประถมตอนต้น (6-8 ขวบ), ประถมตอนปลาย (9-11 ขวบ), มัธยมต้น (12-14 ปี) และมัธยมปลาย รวม ปวช. (15-17 ปี)
เมื่อลูกอายุ 0-3 ขวบ : เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ผิดเพศ
 
พัฒนาการของเด็กวัยนี้เรียนรู้ที่จะรู้จักความ รัก ความผูกพัน และสร้างความไว้วางใจแม่ ผ่านพฤติกรรมแม่ (การมอง พูด คุย อุ้ม สัมผัส สีหน้าแววตา) ที่คอยตอบสนองอย่างพอเหมาะต่อความต้องการพื้นฐานของเด็ก เริ่มเรียนรู้ที่จะดุว่าใครรักหรือไม่รัก และเด็กเริ่มที่จะต้องการช่วยตัวเองใน เรื่องกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารด้วยตนเอง อยากช่วยพ่อแม่ทำกิจกรรมงานบ้าน แต่ ไม่สามารถทำได้ เป็นการเพิ่มภาระให้แม่มากกว่า
 
บทบาทพ่อแม่ในการเลี้ยงลูกวัยนี้ควรให้ความรักและตอบสนองลูกอย่างพอเหมาะและสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกไว้วางใจพ่อแม่ และสนับสนุนให้ เด็กได้ช่วยตัวเอง เรื่องการรับประทานอาหารและงานที่ลูกอยากทำ แม้ว่าจะทำได้ไม่ดีนักก็ตาม ตลอด จนการเลี้ยงลูกให้ตรงตามเพศของเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถแยกเพศได้โดยเรียนรู้เพื่อรู้จักเพศของตนเอง และรู้จักเพศตรงข้าม เพราะถ้าเลยอายุนี้ เด็กยังไม่รู้ว่าตนเป็นเพศใด อาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศได้เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
การสอนเด็กวัยอนุบาล (3-5 ขวบ)
 
พัฒนาการทางเพศ
 
เด็กจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างทางสรีระภายนอกระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย สำหรับพ่อแม่การตอบคำถามลูก ควรใช้วิธีคุยมากกว่าตอบ อย่างเดียว โดยมีหลัก 4 ประการ ในการพูดคุยกับลูกดังนี้
 
1. ไม่ดุว่าลูกเมื่อลูกถามเรื่องเพศ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติที่สามารถถามและพูดคุยกับพ่อแม่ได้
 
2. ตอบคำถามของเขาด้วยกิริยาท่าทางปกติ เหมือนอธิบายเรื่องทั่ว ๆ ไป
 
3. ใช้คำพูดและเหตุผลง่าย ๆ ตามความเป็นจริง ไม่หลอกหรือขู่
 
4. ตั้งใจฟังและให้เวลาแก่ลูก
 
5. ใช้การพูดคุยมากกว่าตอบคำถามอย่างเดียวและการตอบควรตอบตรงไปตรงมา ใช้คำพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เช่น
ถาม ทำไมนมหนูเล็ก นมคุณแม่ใหญ่
ตอบ ตอนนี้หนูยังเล็ก มือก็เล็ก เท้าก็เล็ก นมก็เล็ก เล็กไปทุก ๆ ส่วน เมื่อหนูโตขึ้น อวัยวะทุก อย่างก็ค่อย ๆ โตตามด้วย ดังนั้น เมื่อหนูโตเท่าแม่ นมหนูก็จะโตเหมือนแม่
ถาม หนูเกิดมาจากไหน
ตอบ หนูเกิดจากท้องแม่
ถาม แล้วหนูออกมาได้อย่างไร
ตอบ เป็นคำถามที่ยากขึ้นแต่เด็กไม่ได้สนใจว่า เขาออกมาจากช่องไหน ดังนั้น ควรใช้คำตอบกลาง ๆ ว่า “หมอช่วยลูกออกมา ลูกถึงได้แข็งแรงและน่ารัก แบบนี้”

 

การสอนเด็กปฐมวัย 6-8 ขวบ  
 
1. พัฒนาการทางเพศ เด็กจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างหญิงและชายในด้านบทบาททางสังคม
 
เด็กวัย 6-8 ขวบ ร่างกายกำลังเจริญเติบโต มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ชอบซักถาม ชอบลองทำในสิ่งที่ท้าทายความ สามารถ ต้องการเพื่อน ชอบแข่งขัน ชอบเล่นเป็นกลุ่ม ชอบแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ต้องการให้คนสนใจ ชอบคนยกย่องชมเชย และต้องการการยอมรับจากครูและเพื่อน แต่ยังต้องการความสนับสนุนจากพ่อแม่ ทั้งด้านการเรียน การเล่น การเข้าสังคม การปรับตัว การควบคุมอารมณ์ และการสร้าง จริยธรรม
 
เด็กจะมีการเล่นโดยแยกเพศ เด็กจะรวมกลุ่มในเพศเดียวกัน ความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันนี้ ช่วยเน้นเอกลักษณ์ทางเพศของเด็ก เด็กผู้ชายสนใจการเล่นที่ใช้แรง ให้ความสนใจในการเข้าสังคม น้อยกว่าเด็กผู้หญิงซึ่งชอบอยู่รวมกลุ่มกัน ชอบเล่นเกมที่ใช้แรงน้อย และให้ความสนใจในการเข้าสังคม การที่แยกกลุ่มจะทำให้เด็กแต่ละเพศเริ่มเรียนรู้พฤติกรรมเฉพาะเพศจากเพื่อน ๆ
 
เมื่อผ่านวัยที่แล้วมาเด็กจะมีความรู้สึกว่าตนเป็นเพศใด และเริ่มบทบาทที่เหมาะสมกับเพศของตน และรู้จักพัฒนาตนเองให้เข้ากับเพื่อนเพศเดียวกัน โดยสามารถสนใจ มีกิจกรรมรวมทั้งมีความ คิดฝันทางเพศร่วมกับเพื่อนได้ กิจกรรมทางเพศของเด็กในวัยนี้คือ เขาจะมีการเล่นสมมุติ โดยแสดง เป็นพ่อแม่หรือสามีภรรยาในหมู่เพื่อน
 
เด็กวัยนี้ถูกแนะนำเข้ามาในโลกทางเพศของผู้ใหญ่โดยหนังสือนวนิยาย ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และการสังเกตสิ่งแวดล้อมประจำวันรอบ ๆ ตัว ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศจะค่อยเกิดขึ้นภายในจิตใจ เด็กจะเรียนรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรถูก อะไรผิด มีการใช้ dirty word dirty action เพิ่มมากขึ้น ความรู้ที่ได้มาคล้ายกับการต่อภาพจิ๊กซอว์ คือ เด็กจะค้นพบความเป็นจริงไปทีละเล็กทีละน้อย
 
เป็นช่วงที่มีความสำคัญในการสอนทักษะ การใช้ชีวิต 12 องค์ประกอบ คือ มีความคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ สำรวจความคิดสร้างสรรค์ สร้างสัมพันธภาพ กับผู้อื่นได้ มีการสื่อสารที่ดี ตัดสินใจด้วยเหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีความสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียด ประกอบกับรู้จักตนเอง ภูมิใจในตนเอง มีวินัยและมีความรับผิดชอบ มีความเห็นใจผู้อื่น และรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กเข้มแข็ง ดูแลตนเอง พอใจในเพศของตนเอง ปรับตัวและพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
 
การเลี้ยงลูกในวัยนี้ จะเหมือนกับช่วงวัย 3-5 ขวบ แต่ควรเน้นเรื่องวินัยและความรับผิดชอบ มอบหมายให้ทำ ฝึกในการเล่น เพื่อเพิ่มทักษะ และความสำเร็จ เน้นคุณภาพในการสื่อสารระหว่างพ่อแม่ลูก ฝึกให้เด็กหัดตัดสินใจด้วยเหตุผล และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเอง ตั้งแต่งานง่าย ๆ ไปสู่งานที่ยาก ฝึกทักษะด้านต่าง ๆ ให้ลูก เพื่อให้เด็กมีความรับผิดชอบ เป็นตัวของตัวเอง มีความนับถือตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง ในขอบเขตที่เหมาะสม รับรู้คุณค่าของตนเองและผู้อื่น มีความสุขและมีสังคมเพิ่มขึ้น
 
2.  สุขอนามัยทางเพศ การดูแลรักษาความสะอาด, การทำความสะอาดหลังการขับถ่าย, การสังเกตความผิดปกติของอวัยวะเพศ/อุบัติเหตุจากการเล่น
 
3.  พฤติกรรมทางเพศ เรื่องเพศเป็นเรื่องส่วนตัว (การปกปิดร่างกาย, การพูดคำหยาบ, การเคารพสิทธิในร่างกายของผู้อื่น, การแต่งกายให้เหมาะสมกับเพศ)
 
* กรณีลูกเอาหนังสือโป๊มาดู
 
ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องเข้าใจธรรมชาติ ความ อยากรู้อยากเห็นของเด็กไม่ควรตำหนิหรือดุว่า แต่ควรจะสอนหรือแนะนำให้เด็กรู้จักเลือกสื่อเพื่อการศึกษา ไม่ใช่สื่อเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และ น่าจะถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจจากวัยเด็กเป็นผู้ใหญ่ หรือการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาในด้านต่าง ๆ เพราะเด็กให้ความสนใจและมีความอยากรู้ การที่เด็กได้รับความรู้จากพ่อแม่หรือครูไม่เพียงพอ เด็กก็จะแสวงหาเอง ซึ่งอาจจะรับสื่อที่ไม่เหมาะสมส่งผลให้เด็กมีความรู้และทัศนคติตลอดจนพฤติกรรม ที่ไม่ถูกต้องได้.

 

************************************

 

บทความจาก นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 120
เดือน-ปี  : 04/2532

http://www.doctor.or.th/node/6497

⇒ เพศเป็นสิ่งธรรมชาติ

เพศหญิงและชาย มีการแบ่งแยกมาแล้วตั้งแต่แรกเกิด แม้บางราย จะมีความผิดปกติบางอย่างที่แยกเพศไม่ได้ทันที แพทย์ก็จะพยายามหาหลักฐานต่าง ๆ จากการตรวจร่างกาย และทางห้องทดลองเพื่อพยายามให้เด็กนั้นมีเพศของตนโดยเฉพาะ ฉะนั้นจึงเห็นว่าเพศเป็นสิ่งธรรมชาติและเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต แต่การพัฒนาทางเพศนั้นจะมีข้อแตกต่างกันไปตามลำดับอายุของเด็ก
ส่วนความหมายหรือความรู้เรื่องเพศก็แตกต่างกันไประหว่างความเป็นหญิงและชาย ตามอายุ ตามเชาว์ปัญญา ความเข้าใจ ตามขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อถือ การเลี้ยงดูเด็ก ตลอดไปจนถึงความรู้สึกนึกคิด ท่าทีที่มีอยู่และการแสดงออกของเด็ก ตลอดจนบุคคลและสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาทางเพศนั้น นอกจากขึ้นกับอวัยวะเพศที่ปรากฏภายนอกให้ให้เป็นที่ประจักษ์แล้ว ยังขึ้นกับโครโมโซม ฮอร์โมน ต่อมต่าง ๆ ของอวัยวะเพศและการอบรมเลี้ยงดูแล เป็นที่ชื่อกันว่า อิทธิพลของการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมนั้นสำคัญมากพอที่จะทำให้มีลักษณะบุคลิก และการยอมรับตนเองไปเป็นเพศตรงข้ามได้ เช่น  เด็กชายที่ถูกชักจูงให้เล่นตุ๊กตา นุ่งกระโปรง พูดคะ ขา และถูกห้ามไม่ให้ซน ไม่ให้เล่นอะไรรุนแรง ก็จะเติบโตเป็นชายที่มีลักษณะบุคลิกเป็นหญิงได้ ถ้าเด็กถูกเลี้ยงดูให้ตรงข้ามกับเพศจริงนานเกินอายุ 2 ขวบครึ่งไปแล้ว มักจะเป็นการลำบากที่จะให้เด็กได้รับความรู้สึกและรับตนเป็นเพศที่แท้จริงของเขาได้

แต่อย่างไรก็ดี ความสำคัญทางด้านพันธุกรรมและในลักษณะธรรมชาติของเด็กเองก็มีมาก เพราะมีเด็กจำพวกหนึ่งที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องตรงตามเพศของตนทุกประการแล้วก็มีความความรู้สึกและลักษณะท่าทีเป็นเพศตรงข้ามได้ เช่น เด็กหญิงที่มีลักษณะแข็งแกร่ง โลดโผน ไม่มีความนุ่มนวล และมีลักษณะชอบเล่นแบบผู้ชายมาแต่เล็ก ๆ เมื่อโตขึ้นจะมีลักษณะไปทางเป็นชายมากกว่าหญิง ฉะนั้น ในด้านของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมจึงมีอิทธิพลในความเป็นหญิงและชายได้ทั้ง 2 แบบ

⇒ ข้อควรระลึกเกี่ยวกับการพัฒนาทางเพศ Conn ได้ให้ข้อสังเกตไว้ 4 ประการ คือ

1. ภาษา เด็กจะได้ยินศัพท์ต่าง ๆ มาแต่เล็ก ๆ ที่บ่งถึงอวัยวะเพศหรือความหมายทางเพศ ภาษาที่เด็กได้เรียนรู้นั้น เป็นทั้งคำพูดและกิริยาท่าที ที่จะเป็นสื่อความหมายให้เด็กรับรู้ว่าผู้ใหญ่มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร
2. อายุ เด็กจะเข้าใจเรื่องเพศ มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับการเจริญพัฒนาของเชาว์ปัญญา
3. การสังคม ส่วนใหญ่เด็กได้รับความรู้เรื่องเพศจากเพื่อน ๆ และจากการสังเกตของเขาเองภายในครอบครัว และโรงเรียนหรือสังคมภายนอก
4. ความรู้สึกทางเพศของตนเอง ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากหน้าที่ของอวัยวะเพศ เช่น การแข็งตัวขององคชาตในเด็กชาย หรือการหลั่งน้ำเมือกในเด็กหญิง
ในความหมายโดยทั่วไปของความรู้สึกพอใจและเป็นสุขของมนุษย์นั้น ไม่ได้ขึ้นกับอวัยวะเพศอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกและการรับรู้ในส่วนอื่น ๆ ด้วย

⇒ ในระยะขวบปีแรก
การสัมผัสและดูด

เด็กมีความรู้สึกเป็นสุขและพอใจจากการสัมผัสและการดูด เราจะเห็นทารกหลาย ๆ คนที่พอใจกับการดูด ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ดิ้วหรือไม่ต้องการนมเลย ในช่วงอายุนี้เด็กจะนำสิ่งของเข้าปากโดยอัตโนมัติ และการดูดนิ้วมือก็จะเริ่มในทำนองเดียวกัน การดูดของเด็กนอกจากนำความสุขเพลิดเพลินให้กับเด็กแล้ว เด็กยังได้เรียนรู้วัตถุจากการสัมผัสด้วย ฉะนั้นการกอดอุ้มชูและเล่นกับทารกวัยนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เกิดความอบอุ่นและสุขใจขึ้น

รากฐานของจิตใจ

เมื่อเด็กโตจนอายุได้ 9-10 เดือน เขาจะเริ่มมีความก้าวร้าวขึ้น โดยการแสดงออกด้วยวิธี “กัด” และ “เคี้ยว” ความสุขจากการสัมผัสทางเยื่อบุของปากนั้น ได้มีต่อเนื่องมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ที่แสดงออกโดยมีความพอใจในการกิน การดื่ม การสูบบุหรี่ และการจูบ เป็นต้น
ในบางขณะเด็กอาจมีการถูไถอวัยวะเพศซึ่งมักจะเกิดขึ้นโดยการบังเอิญเช่นเดียวกับการดูดนิ้ว และอาจพบมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น การโยกตัว การส่ายศีรษะ และการเล่นตัวเอง ซึ่งจะพบในเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้เหงา ไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเท่าที่ควร ความสุขความพอใจของเด็กในวัยนี้ เป็นรากฐานทางจิตใจที่ทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง และมองโลกในแง่ดี

⇒ ในวัยขวบที่สอง

สนใจการขับถ่าย
ฟรอยด์ให้ข้อสังเกตว่าความสนใจของเด็กส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับการขับถ่าย เนื่องจากวัยนี้เด็กจะเริ่มรู้จักบังคับตนเองในการขับถ่ายได้บ้างแล้ว โดยเฉพาะการหัดการถ่ายอุจจาระ  เด็กบางคนจะแสดงอาการ หรือสามารถบอกเวลาที่เขาจะขับถ่ายได้ แต่เด็กยังไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้นานฉะนั้น เราจึงควรหัดเด็กด้วนท่าทีที่นุ่มนวล ไม่บังคับหรือเป็นอารมณ์กับเด็กวัยนี้ เด็กเริ่มจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และเขาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่พบเห็นแปลก ๆ ใหม่ ๆ เสมอ จึงไม่ควรบังคับเด็กเกินไป
 

แยกเพศไม่ได้

ในวัยนี้ เด็กยังไม่สามารถแยกความแตกต่างของเพศได้ และยังไม่ค่อยให้ความสนใจนัก ถ้าผู้ใหญ่ถามเด็กวัยนี้ว่าเขาเป็นหญิงหรือชาย เด็กมักเรียนแบบคำพูดลงท้ายมากกว่าเข้าใจความหมายจริง ๆ
ถึงกระนั้นก็ดี การแต่งตัวของเด็กหญิงและเด็กชายก็เริ่มแตกต่างกันแล้ว และเด็กอาจสังเกตข้อแตกต่างกันของอวัยวะเพศได้ เช่น เด็กบางคนอาจยืนจ้องดูเพื่อนถ่ายปัสสาวะด้วยความฉงน และแปลกใจ


⇒เด็กวัยอนุบาล

สนใจอวัยวะเพศ

เด็กอายุตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป เด็กจะเริ่มรับรู้ว่าอวัยวะเพศของหญิงและชายนั้นแตกต่างกันเขาจะเริ่มยอมรับความเป็นหญิงหรือชายได้แล้ว เป็นเรื่องของธรรมชาติและการพัฒนาโดยตรง ที่เด็กวัยนี้จะเริ่มให้ความสนใจต่ออวัยวะเพศ เด็กอาจจะแสดงความอยากรู้ และแสดงความสนใจอย่างเปิดเผย เช่น ยืนจ้องมองอวัยวะเพศของเด็ก ๆ ด้วยกัน วิ่งตามดูหรือแอบดูเด็กบางคนชอบมาเลิกชายกระโปรงแม่
พฤติกรรมเหล่านี้เป็นไปเองตามวัย เกี่ยวกับความกระหายใคร่รู้ของเด็ก ซึ่งจะปรากฏอาการชัดในอายุ 4 และ 5 ปีขึ้นไป ในความเป็นจริงแล้วเด็กส่วนใหญ่ได้รับรู้ความแตกต่างของเพศจากการแต่งตัว กิริยาท่าที การพูดจา การประพฤติปฏิบัติ และบทบาทของผู้เป็นพ่อและแม่มาก่อน เมื่อถามถึงความแตกต่างของเพศในวัยนี้ เด็กบางคน อาจตอบว่า ผู้หญิงไว้ผมยาวและนุ่งกระโปรง ผู้ชายตัดผมสั้นและนุ่งกางเกง ในปัจจุบันเด็กบางคนยังสับสนในการแยกเพศจากรูปร่างที่ปรากฏ อาจเป็นเพราะสังคมที่เปลี่ยนไปในธรรมเนียมการแต่งตัวก็ได้ เด็กที่สามารถรับรู้การแยกเพศในวัยขวบที่ 5 นั้น จะสามารถวาดรูปให้ปรากฏแตกต่างกันได้ในความเป็นหญิงและชาย

ทฤษฏีของฟรอยด์กล่าวไว้ว่า วัยอนุบาลนี้เด็กจะรักใคร่สนิทสนม แสดงเป็นเจ้าของหวงแหนกับพ่อหรือแม่ ซึ่งเป็นเพศตรงข้ามกับตน และในทางตรงข้ามจะแสดงความไม่พอใจ และมีปฏิกิริยาทางลบกับพ่อหรือแม่เพศเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เด็กชาจะมีความรักใกล้ชิดติดแม่ จิตใจผูกพัน หวงแหนแม่ และจะอิจฉาพ่อ ทำตนเป็นคู่แข่งกับพ่อ เด็กอาจกล่าวว่าตนไม่รักพ่อ ไล่พ่อไป พ่อพูดอะไรก็ไม่เชื่อฟัง บางคนเมื่อเห็นพ่อและแม่คุยกันอาจจับแม่ออกมาห่าง ๆ  ในทำนองเดียวกันกับเด็กหญิงที่จะให้ความรักเทิดทูนและสนิทกับพ่อมาก อาจมีปฏิกิริยารุนแรงถึงขั้นไม่ชอบเพศหญิงด้วยกัน อาจจะแสดงความไม่เป็นมิตรกับหญิงทั่วไป และแสดงความพอใจที่จะเล่นกับเพศชาย บางคนอาจถึงกับไม่อยากเป็นเด็กหญิง และไม่ยอมใส่เสื้อผ้าของหญิงก็ได้พฤติกรรมเหล่านี้ จะแสดงตั้งแต่เล็กน้อยไปถึงขั้นรุนแรงมาก

ในครอบครัวคนไทยก็จะพบในลักษณะนี้ ทางการแพทย์เรียกว่า เอดิปัล (oedipal) ที่กล่าวข้างต้นนี้ในบางครอบครัว โดยเฉพาะ ในครอบครัวที่พ่อรักลูกสาวมากกว่า และแม่รักลูกชายมากกว่า ก็จะส่งเสริมลักษณะเอดิปัลนี้ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น แต่ในบางครอบครัวอาจมีลักษณะกลับกัน (reverse oedipal conflict) คือ เด็กรักสนิทเป็นมิตรกับพ่อแม่เพศเดียวกัน และแสดงความเป็นศัตรูกับพ่อหรือแม่เพศตรงข้าม เช่น เด็กหญิงผู้หนึ่งจะไม่ยอมจากแม่ แสดงความรักและติดแม่อย่างมาก เมื่อพบพ่อครั้งใด เธอจะใช้วาจาก้าวร้าว ตวาด หรือต่อสู้ ไล่พ่อ พฤติกรรมเหล่านี้ผิดปกติสำหรับเด็ก และเป็นพยาธิสภาพของครอบครัว และพบไม่น้อยที่ลักษณะเอดิปัลนี้ไปรากฎชัดเจนในเด็กคนใด ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะและรูปแบบของครอบครัวโดยเฉพาะ

จะเป็นอย่างไรก็ตาม พ่อและแม่ควรระลึกไว้เสมอว่า ตนมีความสำคัญในบทบาทของพ่อและเท่า ๆ กัน และเป็นตัวแทนให้เด็กได้เรียนรู้ และยอมรับความเป็นเพศของตนพ่อและแม่มีความสำคัญยิ่งที่จะให้เด็กได้เจริญพัฒนาเป็นเพศที่ถูกต้อง ในกรณีที่เกิดลักษณะเอดิปัลขึ้น เช่น ในเด็กชายพ่อจะต้องพยายามเป็นมิตรกับเด็ก เล่นและให้ความช่วยเหลือเขา ไม่ตอบโต้ปฏิกิริยาของเด็กด้วยอารมณ์ แม่ควรจะส่งเสริมความดีของพ่อ และสร้างความไว้ใจนับถือพ่อ ยกย่องพ่อให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่าง และส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจกันระหว่างพ่อและลูกชาย พ่อก็ควรให้เกียรติและนิยมแม่ ส่งเสริมสัมพันธ์ที่ดีของแม่และลูกสาว แม่ก็ให้โอกาสลูกได้ใกล้ชิดมีเวลาที่จะพูดคุยและเล่นด้วยกัน

ในที่สุดเด็กส่วนใหญ่จะยอมรับเพศที่แม้จริงของตน และมีบุคลิกลักษณะเป็นเพศเฉพาะของตนได้เมื่อพ้นวัย 5 ปีไปแล้ว เด็กคนใดที่ไม่สามารถยอมรับเพศของตนเอง หรือมีความแคลงใจสงสัยในเรื่องเพศของตน หรือมีใจอคติต่อพ่อหรือแม่หรือเรื่องเพศ มักจะมีความผิดปกติต่อไป จนโตในชีวิตของวัยรุ่น การแต่งงาน และการมีบุตรสืบไปได้
 

อยากรู้เรื่องเพศ
เด็กในวัยอนุบาล ความคิดจะพัฒนาขึ้น แต่เด็กยังไม่สามารถเข้าใจ แจ่มแจ้ง และยังแยกความเป็นจริงกับความคิดมโนภาพไม่ออก ซึ่งผู้ใหญ่ จะต้องเป็นผู้ชี้แจงและให้ความรู้ เด็กบางคนหรือส่วนใหญ่จะมีคำถามแปลก ๆ ซ้ำ ๆ เสมอ เด็กอาจถามปัญหาเกี่ยวกับเพศได้ บางคนอาจถามในวัยหลัง 5 ปีไปจนถึง 8 ปี คำถามส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเกิด การมีน้อง ความอยากรู้เกี่ยวกับอวัยวะเพศ ความสงสัยเกี่ยวกับการมีครรภ์ เป็นต้น โดยความนึกคิดของเด็กยังไม่มีเรื่องเพศทางกามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเลย แต่เป็นความอยากรู้ในเรื่องของชีวิต และความเป็นไปของชีวิตมากกว่า ฉะนั้น ลักษณะท่าทีและคำบอกเล่าของผู้ใหญ่จึงสำคัญยิ่ง ที่จะต้องไปโดยพอเหมาะพอควร ง่าย ๆ และท่าทีที่สงบ โดยให้เด็กเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติ

การที่ผู้ใหญ่แปลเจตนาเด็กไปในทางผิดและร้ายแรงนั้น นอกจากจะทำให้เด็กเกิดความสับสน ไม่เข้าใจ และกลัวแล้ว ยังกลับไปกระตุ้นความอยากรู้ และสงสัย ทำให้เด็กอยากจะขวนขวายผิดทาง หรือประพฤติปฏิบัติในทางไม่ถูกต้องได้ เด็กควรจะมีแบบฉบับที่ดี เพราะวัยนี้เป็นวัยที่มีการเลียนแบบได้สูงมาก
 

ไม่แยกเพศ
แม้ว่าเด็กจะเรียนรู้การแยกเพศ แต่การเล่นของเด็กวัยอนุบาลนี้ยังไม่จำกัดเพศ เด็กจะเล่นกันโดยไม่คำนึงความเป็นหญิงหรือชาย และสามารถเล่นของเล่นได้ทั้ง 2 พวก การเล่นส่วนใหญ่ ก็ยังไม่เป็นการเล่นแบ่งเพศชัด และเด็กยังไม่รู้จักอายนัก จะเห็นว่าเด็กวัยนี้อาจแสดงตนเป็นละครได้ทุกลักษณะ ไม่ว่าครูหรือพ่อแม่จะให้เล่นอะไร เด็กจะไม่เคอะเขิน แต่กลับแสดงความสนุกและพอใจกับการเล่นนั้น และเขาก็จะเล่นกันเป็นหมู่ตามกันได้ แต่ผู้ใหญ่จะต้องเป็นผู้ควบคุม การเล่นแบบนี้จะมีไปจนถึงระยะกลางของวัยเข้าเรียน ก่อนที่เด็กจะแบ่งพวกเล่นเป็นฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย


การถูไถอวัยวะเพศ

ปัญหาในวัยนี้ที่พ่อแม่มักเป็นกังวลคือ การถูไถอวัยวะเพศซึ่งอาจเกิดได้เป็นครั้งคราว ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นได้ตามหลังเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนใจเด็กอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย ไม่มีคนเอาใจใส่เท่าที่ควร หรือเด็กที่ขาดความสุข ความอบอุ่น ทำให้เด็กต้องหันหาวิธีปลอบใจตัวเองให้มีความสุขและเพลิดเพลิน
ถ้าผู้ใหญ่พบเด็กที่มีลักษณะเช่นนี้ ต้องเร่งดูในสิ่งแวดล้อม ว่ามีอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กไม่สบายใจ และแก้ไขมากกว่าไปห้ามปรามหรือลงโทษเด็ก วิธีแก้ไขง่าย ๆ ก็คือ ไม่ให้เด็กมีโอกาสกระทำ ด้วยการให้ความเอาใจใส่ใกล้ชิด อยู่เล่นกับเด็ก พยายามให้เด็กไม่อยู่ว่าง ไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว และพยายามไม่เป็นอารมณ์กับเด็ก ชักจูงเด็กให้มีพฤติกรรมอื่นที่น่าสนใจกว่าทดแทน ถ้าเด็กเป็นบ่อยเกินไป หรือพ่อแม่สงสัยว่าจะมีความผิดปกติ ควรนำเด็กไปตรวจและปรึกษาแพทย์ เพราะมีบางครั้งที่เด็กอาจมีการอักเสบบริเวณทวาร
 

การอวดและเล่นของลับ

เด็กในวัยนี้บางคนโดยเฉพาะเด็กผู้ชาย ชอบอวดและเล่นของลับ ซึ่งพฤติกรรมส่วนหนึ่งถูกเสริมสร้างจากผู้ใหญ่ เช่น ผู้ใหญ่ชอบล้อเลียนเด็ก ชอบขู่เด็กว่าจะตัดทิ้ง หรือขโมยมา หรือบางครั้งเห็นเป็นเรื่องสนุกน่าเอ็นดู และชอบสัมผัสแตะต้องเคล้าคลึงเด็ก ทำให้เด็กเข้าใจผิด และมาสนใจอวัยวะเพศของเขามาก ฉะนั้น ผู้ใหญ่ไม่ควรไปปลุกเร้ากระตุ้นเด็ก และไม่ควรสนับสนุนพฤติกรรมนี้ แต่ควรชี้แจงให้เด็กเข้าใจง่าย ๆ ถึงสิ่งที่ควรกระทำ ไม่ควรไปตักเตือนบ่อยเกินไป หรือลงโทษให้เด็กกลัวมาก เพราะเด็กอาจมีปฏิกิริยาต่อต้านได้

ข้อสำคัญ ผู้ใหญ่ควรระมัดระวัง การปฏิบัติของตนต่อหน้าเด็กด้วย เช่น ควรระมัดระวังเรื่องการเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าเด็กและระวังการปฏิบัติทางเพศอื่น ๆ ด้วย ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า วัยอนุบาล และวัยประถม เป็นวัยสำคัญในการเรียนรู้และรับรู้เรื่องเพศของเด็กอย่างมาก เด็กควรได้รับความรู้ ทัศนคติ และแบบแผนที่ถูกต้องจากผู้ใหญ่ เพื่อการเตรีมตัวในการเป็นหญิง หรือชายที่สมบูรณ์ในวันข้างหน้า ความผิดปกติทางเพศในตอนโตนั้น มักจะมีเบื้องหลังที่ก่อตัวมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก

⇒วัยเข้าโรงเรียน

ครูบุคคลที่เด็กสนใจ

เป็นวัยที่เด็กเรียนหนังสืออย่างแท้จริง พลังงานและความนึกคิดจะมุ่งสู่การเรียนรู้ทางด้านวิชาการ การเล่น และการแข่งขัน เด็กจะอยู่นอกบ้านและยอมรับบุคคลนอกบ้านมากขึ้น
บุคคลที่สำคัญในวัยนี้คือครูและเพื่อน ครูเป็นผู้ที่เด็กให้ความรัก ความเกรงกลัว และเป็นที่ยกย่องเลียนแบบบ่อยครั้งที่เด็กจะฟังความคิดเห็นของครู และเชื่อถือครูมากกว่าพ่อแม่ ฉะนั้น ครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญมากที่จะเป็นผู้อบรม และชักชวนให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการเรียน เด็กจะมีความสามารถ และมีความถนัดเพิ่มขึ้น สามารถรับรู้ความเป็นจริงมากขึ้น เขาจะรู้จักเวลา รู้จักคิดในใจ เริ่มรับกฎเกณฑ์และช่วยเหลือตนเอง และบุคคลอื่นในส่วนรวมได้ เริ่มยอมรับหมู่พวกและทำงาน รวมทั้งการเล่นเป็นกลุ่มมากขึ้น
 

เล่นรวมพวกเพศเดียวกัน

เด็กวัยนี้ จะมีการเล่นและอยู่รวมพวกเพศเดียวกัน เด็กหญิงและเด็กชาย การเล่นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ในโรงเรียนสหศึกษาจะพบว่า เด็กไม่ใช่จะพอใจและรวมพวกอยู่ในหมู่เพศเดียวกันเท่านั้น แต่เขามักแสดงความไม่สนใจ ไม่พอใจ หรือเป็นปฏิปักษ์ กับหมู่เพื่อนตรงข้ามด้วย
การได้เล่นในหมู่เพศเดียวกันนี้ ทำให้เด็ก ๆ ได้รับทัศนคติและพฤติกรรมในเรื่องความเป็นหญิงหรือชายของตนแน่นแฟ้นขึ้น ถ้าเด็กชายมีพฤติกรรมเป็นเด็กหญิง หรือพอใจเล่นกับเด็กผู้หญิงมักจะเป็นที่ล้อเลียนของเพื่อน ๆ หรือเป็นที่วิตกกังวลของพ่อแม่ ในขณะที่เด็กหญิงอาจมีการเล่นโลดโผน มีท่าทางขึงขังไม่นุ่มนวล ลักษณะไปทางเป็นชายมากกว่า แต่ก็กลับเป็นที่ยอมรับของสังคม หรือไม่ได้รับความกดดันอย่างเด็กชาย
 

เรียนรู้เรื่องเพศ

การเรียนรู้เรื่องเพศในวัยนี้จะมาจากเพื่อน ๆ เด็ก ๆ ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ จากสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ฉะนั้น เด็กควรได้รับความรู้ที่ถูกต้องเมื่อเขาสนใจถาม โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเกิด เรื่องเด็กในครรภ์ การแต่งงาน และหน้าที่ของอวัยวะเพศ คำพูดอธิบายควรเป็นอย่างง่าย ๆ และธรรมดา โดยไม่ไปสร้างเร้าอารมณ์เด็ก และคำบอกเล่าก็ไม่ควรมากความเกินไป เพราะจะทำให้เด็กสับสน
เด็กหญิงที่ใกล้รุ่นสาว ก็ควรอธิบายเกี่ยวกับเรื่องประจำเดือน ซึ่งแม่จะเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด
เด็กชายควรได้รับคำอธิบายจากพ่อเกี่ยวกับการแข็งตัวขององคชาต การฝันเปียก หรือการหลั่งของน้ำกามในบางเวลา โดยการอธิบายให้เป็นไป ในเรื่องของธรรมชาติให้มากที่สุด ให้เด็กเข้าใจว่าเป็นการเจริญพัฒนาของร่างกาย และแสดงถึงความสมบูรณ์แข็งแรง ระยะเวลาที่ควรอธิบายคือเมื่อพ่อแม่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็ก เช่น เด็กมีร่างกายเติบโตรวดเร็วขึ้นในช่วงนี้ และแสดงความเป็นหนุ่มสาวออกมา

การอธิบายสิ่งเหล่านี้แต่พอสมควร จะช่วยให้เด็กหายกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของเขาไปได้มาก เด็กหญิงจะเข้าวัยรุ่นได้เร็วกว่าเด็กชาย เด็กวัยโรงเรียนเบื้องต้นนี้จะยังมีความรักและใกล้ชิดกับพ่อแม่อยู่ แต่เขาก็อาจแสดงความชื่นชมกับผู้ใหญ่คนอื่นได้ด้วย การเล่นอวัยวะเพศพบได้ประปรายระหว่างเด็กวัยนี้ อาจเป็นระหว่างกลุ่มเพศเดียวกันหรือทั้งสองอย่าง เด็กชายจะพบมากกว่าเด็กหญิง โดยมากเด็กจะมักได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม เช่น การแต่งงานของญาติพี่น้อง หรือจากการได้ยิน ได้ฟัง และการอ่าน บางครั้งการเล่นอาจจะเลยเถิดไปจนทำให้ผู้ใหญ่เป็นอารมณ์ได้
ผู้ใหญ่จึงควรสนับสนุนให้เด็กวัยนี้เล่นกลางแจ้ง ออกกำลังกาย มีงาน หรือจัดหากิจกรรมให้ทำ และคอยดูแลใกล้ชิด ไม่ควรไปว่ากล่าวหรือลงโทษรุนแรง แต่ต้องพยายามไม่เปิดโอกาสให้เด็กไปเล่นในที่ลับตามลำพัง

ถ้าเด็กมีคำพูดหรือวาจาที่ไม่ไพเราะ หรือเกี่ยวกับทางเพศ ก็ควรชี้แจงให้เข้าใจ ในผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติทางเพศ เมื่อศึกษาดูย้อนหลัง มักพบว่าพฤติกรรมที่ผิดปกติจะเกิดขึ้นในวัยนี้ และมักจะมาจากผู้ที่สูงวัยกว่าตน เป็นผู้ที่ชักนำหรือหลอกลวงเด็กที่ขาดความรัก และผู้เอาใจใส่ดูแล มักตกเป็นเหยื่อของความหลอกลวงได้มากกว่า พ่อแม่ควรเอาใจใส่เด็กและให้ความเข้าใจเขาเสมอ ๆ

⇒วัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก ทั้งร่างกายและจิตใจ จัดเป็นช่วงต่อของชีวิตเด็กและผู้ใหญ่ เด็กที่เข้าสู่วัยรุ่น มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างเห็นได้ชัด จะรูปร่างที่ใหญ่โตขึ้น และทรวดทรงที่แสดงออกในการเป็นเพศหญิงหรือชาย การพัฒนาต่อมฮอร์โมนและต่อมอวัยวะเพศ เริ่มทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ การเจริญพัฒนาทางสมองจะเป็นไปย่างเต็มที่ เด็กวัยรุ่นมีความคิดอ่านแตกฉาก เข้าใจลึกซึ้งขึ้น สามารถสร้างมโนภาพ และใฝ่ฝันได้ไกล พร้อมกับเข้าใจสมมติฐานและทฤษฏีต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างออกไปมากจากวัยเด็กเล็ก จิตใจของวัยรุ่นมีลักษณะเฉพาะ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในร่างกายของเขา และการเติบใหญ่ของร่างกายที่ปรากฏ ทำให้จิตใจและอารมณ์ของวัยรุ่นแปรปรวนไม่คงที่ได้มาก

อารมณ์วัยรุ่นเป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างไวและรุนแรงกว่าวัยอื่น ๆ มีความกังวล เศร้า หรือวิตกเกิดขึ้นเองเสมอ สิ่งเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นถ้ามีความกดดันจากสิ่งแวดล้อม ผู้ใหญ่มักพบว่าตนเองมีความไม่พอใจ วิตกกังวล และเป็นอารมณ์กับวัยรุ่นได้บ่อย ๆ มีความรู้สึกว่าเขาต่อต้าน ดื้อดึง ทำอะไรดูไม่เป็นเรื่องและเหลวไหล แต่ในบางขณะก็ดูเอาจริงเอาจังจนเกินไป การเริ่มวัยรุ่นในเด็กหญิง โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วงอายุ 11-13 ปี เด็กชาย 12-14 ปี แต่อาจช้าหรือเร็วกว่านี้ 1-2 ปีได้ ในตอนช่วงระยะแรก เด็กจะเป็นกังวลกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และมีความรู้สึกกระดาก อายเพศตรงข้าม เขายังคงให้ความสนใจและร่วมหมู่เพศเดียวกัน

เด็กบางคนอาจแสดงความไม่พอใจในความเป็นหนุ่มเป็นสาวของตนเอง เช่น เด็กหญิงไม่พอใจการมีประจำเดือนของตน เด็กวัยเริ่มต้นเข้าวัยรุ่นนั้น จะมีพฤติกรรมขัดเขินกันเอง แสดงกิริยา และความต้องการอย่างเด็กเล็กในบางขณะ และแสดงความต้องการเป็นอิสระหรือเป็นหนุ่มสาวในบางเวลา เป็นต้น
เมื่อเด็กเจริญวัยขึ้น ความสนใจในเพศตรงข้ามจะมีมากขึ้นเป็นลำดับ เด็กวัยรุ่นจะมีโอกาสคบเพื่อนต่างเพศ มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับโอกาส ประเพณี และสภาพสังคมของหมู่ชนนั้น
 

ต้องการความเอาใจใส่และความเข้าใจ

พ่อแม่จำเป็นจะต้องให้ความสนใจและเข้าใจเรื่องเพศของวัยรุ่น โดยไม่ไปคอยเฝ้าจับผิด ไม่พูดเยาะเย้ยถากถางให้เด็กรู้สึกผิดหรืออาย แต่ควรสอดส่องและคอยแนะนำในโอกาสที่ถูกต้อง ควรให้เด็กได้มีโอกาสพบปะสนทนาร่วมกัน เล่นกีฬา สังสรรค์ หรือมีกิจกรรมร่วมกันในขอบเขตที่เหมาะสมการที่เด็กวัยรุ่นมีการออกกำลังในการกีฬาก็ดี หรือมีความคิดสร้างสรรค์ กระทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีความสนใจขวนขวายใฝ่รู้ หาความรู้ ตลอดจนการฝึกฝนงาน ทำงานอดิเรก หรืออาชีพ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้วัยรุ่นพอใจ เพลิดเพลิน และมีความภูมิใจ จนสามารถดึงความคิดและการกระทำ ให้อยู่ในแนวความเป็นจริงและสร้างสรรค์ได้

วัยรุ่นที่ “ว่าง” เกินไป จะทำให้ความว้าวุ่นที่มีอยู่แล้วมีมากขึ้น และมักจะมีทางออกที่ไม่เหมาะสม เช่น การออกทางเพ้อฝัน การฝักใฝ่ทางเพศ หรือความรื่นรมย์อื่น ๆ ที่จะนำไปสู่ทางเสื่อมเสียได้ง่าย เพราะอำนาจของพลังภายในร่างกาย และการขาดความรอบคอบ ใคร่ครวญ พ่อแม่และครอบครัวของวัยรุ่น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะให้เขามีความคิด คำนึงที่ดีในการคบเพื่อนต่างเพศ และชีวิตคู่ในกาลข้างหน้า
ความสงบสุขในครอบครัว ความเอาใจใส่ และความเข้าใจของพ่อแม่เป็นสิ่งที่วัยรุ่นต้องการ
พฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติ หรือการชิงสุกก่อนห่ามที่เกิดขึ้นในวัยนี้ มักจะมาจากเด็กวัยรุ่นที่ขาดความอบอุ่น และการเอาใจใส่ดูแลอย่างดีมาแต่วัยเด็ก หรือมีการชักนำไปสู่ทางไม่ดี หรือมีตัวอย่างไม่ดีให้เด็กประสบอยู่เสมอ ๆ

นอกจากนี้ มักจะมาจากครอบครัวที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจวัยรุ่น หรือเข้าใจผิดไปก็ได้ และพบได้เสมอ ๆ ว่าสังคมของชุมชนนั้นมีตัวอย่างหรือมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมอยู่ เช่น การเผยแพร่ทางกามารมณ์โดยสื่อสารต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้เกิดการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และนำไปประพฤติปฏิบัติตนในทางไม่ดี จนอาจเกิดการยอมรับกันขึ้นว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติทั่วไป
ฉะนั้น สังคมจึงมีอิทธิพลสูงต่อการชักจูงแนวความคิดและการปฏิบัติของวัยรุ่นได้มาก
ผู้ใหญ่จึงควรร่วมมือกันช่วยส่งเสริมสังคมให้มีภาพพจน์ที่ดีและถูกต้อง

รวมบทความ การเลี้ยงดู และพฤติกรรมเด็กวัย 3 ขวบ

บทความข้างล่าง ลองมาแบ่งปันกันค่ะ สำหรับบทความแรกนี้ ไม่ทราบว่าท่านใดเขียน เลยไม่ได้ลงเครดิตให้ เพราะลอกกันต่อ ๆ มา ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

 

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

เมื่อเด็กอายุ2-3ขวบ

จะสามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง ได้หลายอย่างแล้ว เลิกใช้ผ้าอ้อม และกินข้าวได้เอง จดจำคำพูดได้มากจนกระทั่งคุยกับผู้ใหญ่รู้เรื่อง และเป็นตัวของตัวเอง

เมื่อคนเราเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ย่อมมีความต้องการอยู่กับพวกพ้อง เด็กจึงอยากเล่นกับเพื่อน แต่เมื่อให้เล่นกับเพื่อนจริงๆ เด็กวัยนี้ยังเล่นไม่ค่อยได้ เดี๋ยวเดียวก็ทะเลาะกัน

เด็กรู้จักพึ่งตนเองบ้างแล้ว แต่ยังไม่รู้จักการร่วมมือกับคนอื่น และถ้าขาดความร่วมมือก็จะอยู่ในสังคมไม่ได้

ในสังคมเมือง การอบอรมเด็กวัย2-3ขวบนี้ มีปัญหาอยู่ที่การหัดให้เด็กรู้จัก ร่วมมือปรองดองกับคนอื่น ครอบครัวสามารถสอนให้เด็ก รู้จักพึ่งคนเองได้
แต่เด็กไม่ค่อยยอมร่วมมือ แม้แต่พ่อกับแม่ เรามักเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า”วัยต่อต้าน”

วัยต่อต้านนี้ มิได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน แต่มักจะเกิดขึ้นกับเด็กที่ถูกเลี้ยง อยู่แต่ในครอบครัว เด็กที่ถูกเลี้ยงรวมหมู่ ในสถานเลี้ยงเด็กจะไม่มี”วัยต่อต้าน”

และเมื่อถึงวัย2-3ขวบนี้ เด็กที่อยู่รวมหมู่ จะเริ่มรู้จักเล่นกับเพื่อน ด้วยความสามารถสามัคคีปรองดองกัน

การที่เด็กมี”วัยต่อต้าน”นั้น เป็นเพราะถูกเลี้ยงดูแต่เฉพาะในครอบครัว ซึ่งไม่สามารถสอนให้เด็ก รู้จักความร่วมมือกับคนอื่น เด็กจึงเกิดอาการ”ต่อต้าน”

เด็กสมัยก่อนและเด็กในชนบท ซึ่งเติบโตขึ้นมาในครอบครัวนั้น มีโอกาสเรียนรู้ เรื่องความร่วมมือเมื่อเริ่มพึ่งตนเองได้ เพราะเด็กสามารถ ออกไปเล่นนอกบ้านได้อย่างอิสระ ร่วมกับเด็กคนอื่นๆ โดยไม่ต้องกลัวอันตรายจากรถหรือโจรผู้ร้าย

เด็กสมัยก่อนรวมกลุ่มเล่นกันมากๆ มีตั้งแต่เด็กโตจนถึงเด็กรุ่นจิ๋ว เด็กโตยอมให้เด็กเล็กเล่นด้วย เพราะเล่นหลายๆคนสนุกดี ดังนั้นเด็กเล็กๆจึงเรียนรู้เรื่องการ ร่วมมือรอมชอมกันไปตามธรรมชาติ เพราะรู้ว่าถ้าเอาแต่ใจตนเอง
แล้วตัวก็จะเข้าร่วมวงเล่นกับคนอื่นไม่ได้

แต่เด็กในเมืองสมัยนี้ ถูกห้ามให้ออกนอกบ้าน เนื่องจากมีภยันตรายนานัปการ และถึงออกไปได้ ก็ไม่มีสนามกว้างให้เด็กได้เล่นร่วมกันเป็น
โดยไม่มีผู้ใหญ่ควบคุม

เด็กสมัยก่อนมีโอกาสเช่นนี้ แม้การอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวจะเข้มงวด แต่เด็กก็ยังมีช่องสำหรับระบาย

เด็กสมัยนี้ที่ขลุกอยู่แต่ในบ้าน อาศัยโทรทัศน์เป็นเพื่อน และไม่ค่อยได้พูดเล่นหัวกับเพื่อน มักจะพูดช้า บางคนอายุเกือบ3ขวบ แล้วพูดได้เพียงแค่คำว่า พ่อ..แม่..หม่ำ เท่านั้น ทำให้พ่อแม่เกิดความกลัวว่า ลูกของตนจะสติปัญญาด้อยกว่าเด็กคนอื่น

แต่ถ้าหูของเด็กฟังเสียงได้ยิน (เมื่อเรียกชื่อจากด้านหลัง แล้วเด็กหันกลับมาก็แปลว่าหูได้ยิน) และทำกิจกรรมอื่น ได้เหมือนเด็กปกติ
เด็กจะพูดได้เองแน่นอน เด็กบางคนพูดได้ช้า ตามธรรมชาติของเขา เราไม่ควรใจร้อนนัก แต่ต้องพยายามหาโอกาส ให้เด็กได้เล่นกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน อย่างอิสระบ่อยๆ

เด็กสมัยก่อนและเด็กในชนบท ได้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน เพื่อเผาผลาญพลังงานในกาย แต่เด็กในเมืองสมัยนี้ ต้องหาทางใช้พลังงานนั้นภายในบ้าน

บ้านก็แคบกว่าเมื่อก่อน ถ้าอยู่ห้องแถวหรือทาวน์เฮาส์ ยิ่งไม่มีที่เล่นนอกบ้านเลย เด็กต้องการใช้พลังงาน จึงลากเก้าอี้มาต่อเล่นบ้าง ปีนป่ายบันไดบ้าง ปีนตู้ หรือชั้นหนังสือบ้าง

เมื่อเด็กเล่นผาดโผนเช่นนี้ ผู้ใหญ่ก็ว่า “นี่เดี๋ยวเก้าอี้พังหมด” “อย่ารื้อของเลอะเทอะซีลูก” “วิ่งเล่นในบ้านไม่ได้นะ”ฯลฯ เมื่อเด็กถูกห้าม และหมดโอกาสที่จะใช้พลังงานส่วนเกิน จึงหันมา “ต่อต้าน” พ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้าน

การที่เด็กโกรธ แกจะร้องไห้อาละวาด หรือขว้างปาสิ่งของนั้น ไม่ใช่เพราะเด็กเกลียดแม่ แต่เพราะเด็กทนอยู่เฉยๆไม่ได้เท่านั้นเอง และมีเด็กบางคนที่ใช้ วิธีระบายอารมณ์ ด้วยการเล่นอวัยวะเพศ

เด็กวัย2ขวบขึ้นไป ควรมีโอกาสได้เล่นกับเพื่อนอย่างอิสระ ในที่กว้าง และมีเครื่องเล่นตามสมควร เด็กที่ถูกเลี้ยงอยู่แต่ในบ้านร้าง ท่ามกลางคลื่นรถยนต์นั้น จะไม่มีโอกาสเรียนรู้วิธีอยู่ในสังคม ด้วยความรอมชอม

สังคมเมืองจึงจำเป็น ต้องมีสถานเลี้ยงเด็ก เพื่อให้เด็กได้เล่นกับเพื่อนจำนวนมาก

สถานเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาลในเมือง มักจะคับแคบ เด็กถูกบังคับให้อยู่แต่ในห้อง เพราะผู้เลี้ยงเกรงว่า ถ้าเกิดอันตรายขึ้นแก่เด็กจะทำให้เสียชื่อเสียง

สนามเด็กเล่นส่วนใหญ่ มีเอาไว้ประดับโรงเรียนเท่านั้น เด็กไม่ค่อยได้ออกไปวิ่งเล่น โลดโผนโจนทะยานกันเลย เมื่อถูกอัดให้อยู่แต่ในห้อง
พลังงานของเด็กจะถูกอัด อยู่ในร่างกายไม่มีโอกาสระบายออก

อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าการเลี้ยงดูเด็ก ในครอบครัวนั้น ด้อยคุณภาพกว่าการเลี้ยงรวมหมู่ เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ ถึงการอยู่ร่วมกับญาติพี่น้องด้วย

นอกจากนั้นเด็กต้องรู้จักอดทน ต่อความเหงา เมื่ออยู่เพียงคนเดียว ไม่มีเพื่อนเล่น มิฉะนั้นอาจจะกลายเป็น คนที่ติดคนอื่นแจ จนขาดความเป็นตัวของตัวเอง

การเลี้ยงดูอบรมเด็กจึงต้อง อาศัยทั้งครอบครัวและการอยู่รวมหมู่ แม้ว่าการเลี้ยงดูในครอบครัว จะไม่ช่วยให้เด็กรู้จักวิธีอยู่เป็นกลุ่ม แต่ก็สามารถสอนให้เด็กรู้จักเล่นคนเดียวได้

เมื่อเด็กอายุเกิน2ขวบ ควรสอนให้เด็กรู้จักเล่นคนเดียว เด็กวัยนี้ไม่ใช้มือกำดินสอเทียนแล้ว แต่จะใช้ปลายนิ้วจับเอาไว้ รู้จักต่อแท่งไม้สูงๆ รู้จักใช้เสียมเล็กๆขุดดิน แม่ควรคิดหาทางใช้ความสามารถ เหล่านี้ของเด็กและหัดให้เล่นคนเดียว

สำหรับเด็กผู้หญิงที่ชอบตุ๊กตา ก็ซื้อตุ๊กตาและชุดหม้อข้าวหม้อแกง หรือชุดเครื่องเรือนให้ และปล่อยให้เล่นคนเดียว ซึ่งมองเห็นแม่ได้

เมื่อเด็กวาดมโนภาพเก่งขึ้นจะ หมกหมุ่นอยู่กับการเล่น จนไม่สนใจแม่ว่าจะอยู่ด้วยหรือไม่ แม้ว่าสนามที่บ้านจะเล็ก มีที่ว่างเพียงวาเดียว ก็น่าจะสร้างสนามทราย ไว้เป็นที่เล่นของเด็ก ที่จะขนของเล่นไปเล่นคนเดียวที่นั่น

สำหรับเด็กที่ชอบหนังสือ ก็ซื้อหนังสือให้ แกจะเปิดดูภาพในหนังสือเพลินทีเดียว

เด็กที่ชอบเขียนภาพ ควรหาสีเทียนและกระดาษแผ่นใหญ่ๆ ให้แกขีดเขียนไปพลาง พูดพร่ำพรรณาไปเรื่อย ควรให้กระดาษแผ่นใหญ่ๆ เพราะถ้ากระดาษไม่พอ เด็กจะขีดพื้นขีดผนังบ้าน

วันไหนอากาศร้อน การให้เล่นน้ำจะดีที่สุด เวลาซื้อสระน้ำพลาสติก ไม่ควรเลือกขนาดใหญ่และลึกเกินไป เพราะถ้าเด็กล้มในน้ำแล้วอาจลุกไม่ขึ้น นอกจากนี้ ยังเสียเวลาใส่น้ำเทน้ำอีกด้วย

ถ้าแม่ไม่กลัวว่า เสื้อผ้าเด็กจะเปื้อนเปรอเลอะเทอะ ก็หาดินเหนียวมาให้เล่น
เด็กจะชอบมากและเล่นอยู่ได้นาน

เด็กที่ชอบดนตรีน่าจะเปิดเพลงให้ฟัง ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิค ลูกทุ่ง ลูกกรุง หรือเพลงแจ๊ส เพลงรำวงก็เพลงเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยให้เด็ก เล่นอยู่แต่ในบ้านทั้งวันด้วย การเล่นต่างๆดังกล่าวข้างต้น

พัฒนาการทางร่างกาย ของเด็กวัยนี้ก้าวหน้าเร็วมาก วิ่งเร็วขึ้น และหกล้มน้อยลง เดินด้วยเท้าเปล่าได้ เด็กบางคนสามารถเดินบนท่อนไม้เดียว ที่วางพาดข้ามคูคลองได้ตั้งแต่อายุ3ขวบ และเล่นชิงช้างเองได้โดยไม่กลัว แต่เราต้องไม่ลืมว่า เด็กแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน

เด็กวัยนี้สนใจที่จะเล่นกับของเล่นใหญ่ๆ หรือใช้พลังงานในร่างกาย พ่อแม่จะมักซื้อจักรยานสามล้อให้ขี่เล่น แต่การเล่นนอกบ้าน ควรมีเพื่อนเล่นด้วยจึงจะสนุก

ถ้าเด็กยังไม่ไปสถานเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนอนุบาล เด็กควรมีโอกาสได้เล่นนอกบ้าน กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ในสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างน้อยวันละครั้ง ประมาณ3-4ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายของเด็กแข็งแรง

เด็กวัย2ขวบบางคนไม่นอนกลางวันเลย โดยเฉพาะเด็กซน มักเล่นสนุกเพลิดเพลินจนลืมนอน เด็กแบบนี้สมควรบังคับให้นอน หรือไม่ต้องสังเกตเปรียบเทียบเอาว่า

ถ้าแกไม่นอนจะเกิดปัญหา สัปหงกตอนเย็นจนกินข้าวไม่ทันหรือไม่ แต่หน้าร้อน ควรให้เด็กนอนกลางวันบ้าง มิฉะนั้นจะเหนื่อยเกินไป และตัวเด็กเองก็คงอยากนอนด้วย

เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ จะนอนรวดเดียวในตอนกลางคืน ตั้งแต่2ทุ่มครึ่ง ถึง7โมงเช้า แต่เด็กบางคนก็ชอบดึก นอน4ทุ่ม ตื่น9โมงเช้า

ถ้าพ่อแม่ไม่เดือดร้อน เรื่องเวลานอนของเด็ก ก็ปล่อยเขาไปตามธรรมชาติ

การให้อาหารเด็ก อย่าคำนึงถึงแต่ด้านโภชนาการ ควรหัดให้เด็กพึ่งตนเอง
และยินดีตักกินเอง
การจับเด็กนั่งโต๊ะ และมีแม่คอยป้อนใส่ปากให้ทุกคำ หรือพาเดินเที่ยวเล่น
ไปพลางป้อนข้าวไปล่างนั้นไม่ควรทำ ความสุขในการกินคือความอยากกินด้วยตนเอง (ไม่ใช่ถูกบังคับ) และความสุขในการร่วมวงกับครอบครัว
ซึ่งเป็นความสุขอย่างหนึ่งชีวิตมนุษย์

พ่อแม่ควรตระหนักอยู่เสมอว่า เลี้ยงให้เด็กมีความสุข ดีกว่าเลี้ยงให้เด็กอ้วน

เด็กที่เคยอ้วนตัวกลมสมัยก่อน เมื่อเติบโตถึงวัยนี้จะยืดสูงขึ้น แต่น้ำหนักตัวกลับไม่ค่อยเพิ่ม เด็กจึงดูผอมลง แม่อาจพยายามบังคับให้ลูกกินมากขึ้น ด้วยความเป็นห่วง

ถ้าแม่นั่งป้อนมือหนึ่งเป็นชั่วโมงทุกวัน เด็กคงกินได้มากกว่า เวลากินด้วยตนเองแน่นอน น้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่แคลอรีส่วนที่เกินนี้ จะกลายเป็นไขมันอยู่ใต้ผิวหนัง ในทางโภชนาการ

เด็กที่ไม่ค่อยกินข้าว ก็ให้กินนมช่วยได้ ถ้าคิดในทางกลับกันคือ กลัวว่าเด็กกินนมแล้วจะไม่กินข้าว จึงงดนมทั้งหมดให้กินแต่ข้าว กลับมีผลลบในทางโภชนาการ

เด็กอายุ2-3ขวบ ควรดื่มนมวันละ2-3ขวด และให้กินขนมบ้างพอควร แต่ถ้าเด็กไม่อยากกินขนม ก็ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดให้กิน

มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ยอมกินผัก เมื่อพยายามหาทางต่างๆแล้ว แต่เด็กยังไม่ยอมกิน ก็ต้องให้กินผลไม้แทนไปพลางก่อน

เด็กอายุ2-3ขวบนี้ สามารถบอกฉี่ได้แล้ว แต่ยังมีหลายครั้งที่เด็กเล่นเพลิน จนบอกไม่ทัน จึงทำให้เลอะเทอะ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเด็กไม่รู้สึกตัว แต่เป็นเพราะเด็กยังถอดกางเกงไม่เก่งจึงไม่ทัน

ดังนั้นแทนที่แม่จะดุว่าเด็ก “รีบบอกเร็วๆหน่อยซิจ๊ะ” ควรสอนวิธีถอดเสื้อผ้าให้ลุกดีกว่า

เด็กวัยนี้ถ้าเราถอดกระดุมให้ก่อนอาบน้ำ เด็กจะถอดเสื้อผ้าเองได้ หรือแม้แต่กระดุม ถ้าเราค่อยๆสอนให้เด็ก หัดถอดทีละเม็ดๆแกก็ทำได้ ใส่รองเท้าเองได้

ก่อนนอนกลางคืน หากแม่พาไปฉี่ให้เรียบร้อยเสียก่อน มีเด็กจำนวนไม่น้อย ที่อยู่ได้ถึงเช้าโดยไม่ฉี่รดที่นอน นอกจากเวลาอากาศหนาว หรือดื่มนมก่อนนอนเด็กจะทนไม่ไหว

เด็กผู้ชายฉี่รดที่นอนบ่อยกว่าเด็กผู้หญิง สำหรับเด็กวัย2-3ขวบนี้ ประมาณ1ใน10ที่ยังฉี่รดที่นอน

เด็กวัย2-3ขวบเล่นกับเพื่อนมากขึ้น จึงติดโรคต่างๆมามากขึ้น เช่น หัดเยอรมัน อีสุกอีใส คางทูม ฯลฯ เมื่อเด็กมีไข้สูงกระทันหันและเกิดอาการชัก ส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อไวรัสของไข้หวัด

อาการอาเจียนเป็นระยะ เนื่องจากเหนื่อยเกินไป ก็เกิดขึ้นบ่อยในวัยนี้ เด็กที่เคยเป็นผื่นแพ้ง่ายในวัยทารก และมีเสียงครืดคราดอยู่ในอกเสมอ จะถูกหาว่าเป็น “โรคหืดในเด็ก”ได้ง่าย ขอให้พ่อแม่ทำใจให้มั่นคงเอาไว้ และพยายามช่วยให้ลูก รอดพ้นจากคำกล่าวหานี้ ด้วยการไม่ต้องพาไปฉีดยาประจำ

พฤติกรรมเด็กวัย 3-6 ขวบ..อาการกรี๊ด
บทความวิชาการ..โดย พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์

บ้านไหนมีเด็ก คนในบ้านนั้นก็ต้องทำใจต่อเสียงร้องไห้ โวยวาย แต่ถ้าเสียงกรี๊ดร้องของเด็ก นับวันมีบ่อย ๆ ขึ้น และเกิดวันละหลายครั้ง ก็ต้องมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

สาเหตุที่เด็กกรี๊ด
1. เป็นการแสดงออกถึงความโกรธ ไม่พอใจ หงุดหงิด อาจจะเป็นภาวะปกติ
ในช่วงที่เด็กยังพูดได้ไม่เก่ง (วัย 1 – 3 ปี) ที่เด็กยังแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่ไม่พอใจออกมา เมื่อเติบโตขึ้น พฤติกรรมการกรี๊ดร้องจะลดลงจนหายไปหมด แต่เด็กจะพูดออกมาถึงความต้องการหรือคับข้องใจเพิ่มขึ้น
2. เป็นการเรียนรู้ถึงอิทธิพลจากการกรี๊ด ซึ่งทำให้เด็กได้ทุกสิ่งที่ต้องการ
เพราะทีผู้คอยเสริมหรือคอยให้ท้าย พร้อมที่จะยินยอมทำตามเด็กทุกอย่าง
3. เลียนแบบพฤติกรรมชอบกรี๊ดจากผู้ใหญ่
4. มีคนยั่วแหย่ให้เด็กโกรธบ่อย ๆ
5. การเลี้ยงดูที่ตามใจมาก ส่งเสริมให้เด็กเอาแต่ใจตัวเอง
ไม่สอนให้หัดควบคุมอารมณ์ทุกอย่างต้องได้ดั่งใจ
6. เป็นการเรียกร้องความสนใจ
7. ขาดทักษะในการช่วยเหลือตนเอง และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไม่ดี

วิธีการแก้ไข
1. ให้ความสำคัญต่อเด็ก เมื่อขณะที่ยังไม่กรี๊ด หรือแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ยังไม่เคยเห็นเด็กคนไหนกรี๊ดได้กรี๊ดดีอยู่ตลอดเวลา แต่พบได้บ่อยในเด็กที่เวลาประพฤติกรรมตัวดี ๆ น่ารัก ไม่ค่อยมีผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ หรือชี้ให้เด็กเห็นว่าสิ่งที่เขาทำนั้นดีและเหมาะสมแล้ว แต่พอเด็กกรี๊ดออกมาเท่านั้น ผู้ใหญ่จะรีบวิ่งเข้าหาเพื่อปลอบหรือให้ความสำคัญ หรือเข้าไปดุ ว่า ตี สั่งสอน ฯลฯ แต่ก็เท่ากับว่าให้ความสำคัญ
ต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ จนเด็กเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องกรี๊ดเพื่อเรียกร้องความสนใจ
2. ในกรณีที่เอาแต่ใจตัวเอง ทุกอย่างต้องได้ ถ้าไม่ได้ก็จะโวยวาย เด็กลักษณะนี้
มักจะถูกเลี้ยงดูโดยการตามใจเด็กมากเกินไป จนไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่ชัด โดยที่พ่อแม่
และพี่เลี้ยงจะพยายามทำทุกอย่างตามที่เด็กต้องการ เพื่อจะได้ไม่ร้องไห้ และเด็กเอง
ก็เรียนรู้ถึงอิทธิพลของการโวยวายกรี๊ดร้องว่าจะใช้เป็น “ไม้ตาย” เวลาไม่ได้ดั่งใจ เช่นกัน
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนท่าทีการเลี้ยงดูเด็กใหม่ อย่าคิดว่าการทำทุกอย่าง
เพื่อป้องกันมิให้เด็กร้องไห้นั้น จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมีคนรักคนชอบมากมาย
เด็กเองต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในกฎเกณฑ์ ลดการตามใจ ฝึกให้ช่วยตนเองเพิ่มขึ้น
สิ่งใดที่เล่นไม่ได้ก็อย่าให้เล่นถึงแม้ว่าเด็กจะอาละวาดขนาดไหน ก็อย่าสนใจ
แต่ให้เบี่ยงเบนความสนใจไปสู่สิ่งอื่น
3. ลดการยั่วแหย่เด็ก หรือทำให้เด็กโกรธโดยไม่จำเป็น
4. ในกรณีที่มีผู้ใหญ่ที่ชอบกรี๊ด หรือโวยวายเป็นต้นแบบของวิธีที่จะเอาแต่ใจตัวเอง
จำเป็นต้องพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อลดแบบอย่าง ถ้าเป็นไปได้
กรณีที่เปลี่ยนผู้ใหญ่ไม่ได้ก็ต้องแยกเด็กให้ห่างออกมา
5. ฝึกให้เด็กควบคุมอารมณ์ อารมณ์รัก ชอบ ดีใจ ไม่พอใจ โกรธ ผิดหวัง ฯลฯ
เป็นอารมณ์ที่พบได้ในเด็กวัย 3 – 5 ปี หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือสอนให้เด็กรู้ทันว่าตนเองรู้สุกอย่างไร และฝึกให้หัดควบคุมอารมณ์ หรือฝึกวิธีระบายอารมณ์ ซึ่งมีหลายวิธีตั้งแต่การพูดคุย การทำสิ่งทดแทน เช่นโกรธจัด ๆ ก็ไปเตะฟุตบอล หรือว่ายน้ำ หรือวาดรูปเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้โกรธ เพื่อที่เด็กจะได้เรียนรู้ไตร่ตรองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น
6. เพิ่มทักษะในการเล่น เช่น การว่ายน้ำ เล่นบอล ถีบจักรยาน วาดรูป เล่นตุ๊กตา เล่นขายของ ฯลฯ เพราะการเล่นในเด็กมีความหมายเท่ากับการทำงานของผู้ใหญ่ ในชีวิตจริงเราพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่ลูกจะได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ความผิดหวัง ความเสียใจ ความโรธแค้น จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่การเล่นและการทำกิจกรรมจะทำให้เด็กผ่านภาวะเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ได้มีเวลาไตร่ตรอง และระบายความรู้สึกผ่านการเล่นนี้เอง
7. เพิ่มทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ปัญหาของเด็ก 3 – 5 ปี มักหนีไม่พ้นปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น ทำน้ำหก ติดกระดุมเขย่ง หารองเท้าไม่พบ ฯลฯ
การฝึกหัดให้เด็กรู้จักแกปัญหาเหล่านี้ จะส่งผลทำให้เด็กมีความชำนาญที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่ผิดหวังได้เก่งกว่าเด็กที่ช่วยตนเองไม่ได้ ซึ่งก็คงทำได้แค่ส่งเสียงกรี๊ด ๆ
รอให้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยเหลืออีกตามเคย

พฤติกรรมของเด็กวัย 3-5 ปี
(พ.ญ. แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ)
ชอบตั้งคำถาม  เด็กในวัยนี้มีพัฒนาการทางภาษาค่อนข้างมาก  สามารถเล่าเรื่องเป็นประโยคยาวๆได้  ร้องเพลงง่ายๆได้   ทำให้มักชอบตั้งคำถาม   ช่างคิด  ช่างสงสัยในสิ่งต่างๆ
เริ่มช่วยเหลือตนเองได้  เช่น รับประทานอาหาร  แต่งตัว  ทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ด้วยตนเอง   และยังชอบช่วยผู้ใหญ่ทำงานเล็กๆน้อยๆ เราควรส่งเสริมให้เด็กเกิดความภูมิใจด้วยการชื่นชมในสิ่งที่เด็กทำ  และให้ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆด้วยตนเอง
เล่นกับเพื่อน มักจะเล่นอยู่ในกลุ่มเพื่อน 2-3 คน ทำให้ได้เรียนรู้เงื่อนไขทางสังคมใหม่ๆที่นอกเหนือไปจากที่บ้าน  เริ่มบอกความแตกต่างระหว่างเพศได้  Piaget นักจิตวิทยากลุ่มที่เน้นความรู้ความเข้าใจ (Cognitive) กล่าวว่า เด็ก 3-5 ขวบ เรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมจากเพื่อนในโรงเรียนอนุบาลหรือเพื่อนบ้านวัยเดียวกัน แต่เด็กวัยนี้ยังเข้าใจถึงความถูกต้องและความผิดไม่ลึกซึ้งนัก
มีจินตนาการ  เด็กวัยนี้ชอบของเล่นที่ใช้ความคิด  หากได้เล่นจินตนาการ  หรือแสดงบทบาทสมมุติจะเล่นได้เรื่อยๆ เป็นสิ่งที่เราควรส่งเสริมเพราะช่วยให้เด็กได้มีจินตนาการ  และเป็นการปลดปล่อย   บางครั้งเวลาให้เล่าเรื่องอาจเป็นเรื่องจริงปนเรื่องสมมุติ  พ่อแม่และผู้ปกครองควรต้องระวังไม่ให้กลายเป็นติดนิสัยโกหก  โดยไม่ควรใช้วิธีดุว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง  แต่อาจใช้วิธีการทำให้เด็กรู้ว่ากำลังพูดเรื่องโกหก เช่น
คุณแม่ – ใครทำน้ำหก
หนูเล็ก- พี่แดงทำค่ะ
คุณแม่ – พี่แดงไปโรงเรียนแล้ว จ๊ะ หนูไปเอาผ้ามาเช็ด วันหลังต้องอย่าวิ่งเวลาถือแก้วน้ำนะจ๊ะลูก

เจ้าอารมณ์  เด็กในวัยนี้มักแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเปิดเผย  เช่น โมโห  ไม่พอใจมักแสดงอาการกระทืบเท้า   อิจฉาอะไรโดยไม่มีสาเหตุ  และกลัวอะไรอย่างสุดขีด  อาจเกิดจากสัญชาตญาณหรือระดับสติปัญญาที่เพิ่มมากขึ้น  ทำให้รู้ว่าสิ่งใดมีอันตราย
ในด้านพฤติกรรมนั้นผู้ใหญ่ควรเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้มีจินตนาการสูง  และกำลังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้สังคมที่นอกเหนือไปจากที่บ้าน  ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมอาจไม่เหมาะสม  แต่จะต้องแยกตัวเด็กออกจากพฤติกรรมของเขา  เช่น จะต้องบอกว่า “ครูรักหนู แต่ครูไม่ชอบในสิ่งที่หนูทำ หนูทำแจกันแตกเป็นสิ่งที่ไม่ดี มันทำให้เกิดอันตราย” แต่ถ้ามันเป็นอุบัติเหตุก็ต้องอธิบายให้ฟังว่า ไม่เป็นไรมันเป็นเพียงอุบัติเหตุ คราวหน้าหนูควรทำอย่างนี้ และที่สำคัญครูควรต้องระวัง ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ควรให้เด็กคิดถึงสิ่งที่เขาควรทำได้ สำหรับวัยนี้และจะต้องชมเชยเมื่อเด็กทำได้ ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง รวมทั้งเรื่องความคิด การตัดสินใจ การสร้างทัศนคติที่ดี ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีความสามารถที่จะทำได้ (Erik Homberger Erikson)

บทความที่เกี่ยวข้อง………………………………..

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

++การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

++การเลี้ยงลูกให้ฉลาด

++เด็กซน…การเลี้ยงดูเด็กซน

++เมื่อลูกเข้าโรงเรียน…ปัญหาของเด็กก่อนเกณฑ์

++ลูกไม่ยอมแปรงฟัน

++ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

ลูกเขียนหนังสือไม่ได้

 

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

 

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

 

สมัยนี้เด็กส่วนใหญ่จะเข้าเรียนเร็วค่ะ บางคนเข้าเรียนตั้งแต่ 2 ขวบ หรือยังไม่ 3 ขวบ แน่นอนต้องเข้าใจว่าลูกยังเล็กค่ะ กล้ามเนื้อมือ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กยังพัฒนาไปไม่ทัน ต้องใช้เวลามากกว่าเด็กที่โตแล้ว หรือ 4 ขวบขึ้นไปแล้ว เด็กสองคนต่างกันแค่เดือน สองเดือน พัฒนาการก็ตามกันไม่ทันนะคะ และเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันค่ะ บางคนเขียนเร็ว บางคนเขียนช้า บางคนพูดเร็ว บางคนเดินก่อนพูด เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ

สำหรับลูกวัยอนุบาล พ่อแม่บางคนจึงพบว่าลูกเขียนหนังสือไม่ได้ หรือเขียนได้ไม่ทันเพื่อน ก็เป็นที่กังวลว่า ทำไมลูกเขียนตามรอยประไม่ได้ ระบายสีไม่ได้ หรือทำไม่เสร็จ ไม่มีสมาธิ หรือสมาธิสั้นหรือเปล่า

น้องอีฟ อายุสามขวบ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยชอบเขียน หรือระบายสีเท่าไหร่ ค่ะ ยิ่งเขียนตัวหนังสือเส้นประแบบเป็นบรรทัด บรรทัด ยิ่งไม่เอาเลย (ปัจจุบันก็ยังไม่เอาอยู่ค่ะ) ก็เลยลองหาแบบฝึกหัดเขียนแบบอื่นมาให้ทำค่ะ เป็นพวกวาดรูป โยงเส้นอะไรพวกนี้ ให้เค้าได้จับดินสอขีดเขียนไปมา เป็นการชักจูงค่ะ สำหรับระบายสีนั้นเท่าที่สังเกต ไม่รู้ลูกคนอื่นเป็นหรือเปล่า คือลูกสาวไม่ชอบระบายสีภาพใหญ่ ๆ ค่ะ ชอบภาพเล็ก ๆ เข้าใจว่าเด็กนั้นมือเล็กค่ะ ระบายภาพใหญ่ มีเนื้อที่มาก ๆ มันก็คงเมื่อยเหมือนกัน ก็ไม่เป็นไรค่ะ ให้เค้าระบายแค่ตา จมูก ปาก อะไรแบบนี้ก็ยังดี ต้องเอ่ยปากชมด้วยนะคะ

สำหรับการฝึกกล้ามเนื้อมือ ที่ได้ผล ก็คือให้ปั้นดินน้ำมัน ค่ะ ให้เค้าเล่นไปเรื่อย ๆ บีบไป บีบมา ค่อย ๆ สอนให้ปั้น ต้องใจเย็น ๆ ค่ะ เมื่อไหร่ปั้นเป็นลูกกลม ๆ ได้นั่นแหละ เค้าพร้อมที่จะหัดเขียนแล้ว (อันนี้คุณครูเตรียมอนุบาลบอกมาค่ะ เพราะตอนที่น้องอีฟเข้าโรงเรียนตอนแรก คุณครูไม่ให้เขียนเลย ให้ปั้นดินน้ำมัน กะระบายสีเท่านั้น)
อีกอย่างที่สำคัญ ต้องคุยกับคุณครูที่โรงเรียนด้วยค่ะ เพราะคุณครูอยู่กับลูกทั้งวัน ว่าลูกเราเป็นอย่างนี้ ยังทำอะไรไม่ได้บ้าง ให้คุณครูเค้าเอาใจใส่เป็นพิเศษ และอย่าลืมสังเกตว่าลูกชอบทำอะไร หรือไม่ชอบทำอะไร เก็บไปฝากครูด้วยค่ะ เค้าจะได้เข้าใจลูกของเรามากขึ้น ต้องทำให้ลูกรักคุณครูด้วยนะคะ จะเป็นประโยชน์มากค่ะ

สำหรับเรื่องสมาธิสั้นหรือไม่นั้น ปรึกษาครูที่โรงเรียน หรือให้แพทย์ช่วยดูให้อีกทีนะคะ ถ้าเป็นจริง ๆ รักษาได้แต่เนิ่น ๆ ค่ะ ถ้าเรายอมรับ

มีเหตุผลหนึ่งที่เด็ก ๆ ไม่อยากเขียน ไม่อยากทำการบ้าน คือการบ้านมันไม่โดนใจค่ะ เด็ก ๆ ก็เบื่อเหมือนกันค่ะ ลองทำเป็นแบบว่าแม่อยากจะช่วยทำ แต่แม่เขียนยังไงก็เขียนไม่ได้ ดินสอมันเขียนไม่ออก ไหนลูกลองเขียนดูซิ พอเค้าเขียนได้ก็ โอ้โห นี่มันเป็นการบ้านของลูกคนเดียวเลย ดินสอก็พิเศษของเค้าคนเดียวเลย มุกนี้ได้ผลค่ะ ทั้งการบ้านระบายสี และอะไรที่ไม่อยากทำ

ถ้ายังไม่ได้ ก็ลองแบบแข่งกันค่ะ เอาการบ้านลูกไปซีรอค ใครทำเสร็จก่อนคนนั้นชนะ มีข้อแม้ว่าต้องทำเองเท่านั้น ของใครของมันค่ะ

ยังไงก็ฝากคุณพ่อ คุณแม่ ท่านไหนมีประสบการณ์ ช่วย Share ข้อคิดเห็น เพื่อประโยชน์ของเด็ก ๆ ด้วยค่ะ

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

เด็กบางคนไปโรงเรียนวันแรกไม่ร้องซักนิดเลย เพราะเค้าเห็นพี่ ๆ ที่บ้าน หรือพี่ ๆ ข้างบ้านไปโรงเรียนกันทุกวัน ก็อยากจะไปบ้าง รู้สึกตื่นเต้น ดีใจที่ได้ไปโรงเรียนวันแรก มันเหมือนฝันที่เป็นจริง ประมาณนั้นเลย แต่พอผ่านไปได้สัก3-4 วัน หนู ๆ ก็จะเริ่มรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย

1. คิดว่าพ่อแม่ไม่รักแล้ว พามาอยู่โรงเรียนทุกวัน
2. อยากได้ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่เหมือนเดิม คือจากเคยอยู่บ้านจะเป็นที่ 1 ได้รับการเอาใจทุกอย่าง แต่อยู่ที่โรงเรียน คุณครูมีนักเรียนหลายคน
3. ยังไม่ชินกับคน และสถานที่ มีแต่คนแปลกหน้ามากมาย
4. ไม่ได้ทำตามใจตนเอง เพราะต้องเรียนรู้การทำตามกฎ และตารางเวลา
5. ไม่ชอบการลาจาก เด็กบางคนร้องไห้แค่ตอนที่พ่อแม่ไปส่ง แต่พอพ่อแม่กลับไปก็ร่าเริงเป็นปกติ
ฯลฯ

เด็ก ๆ ต้องปรับตัวมากเหลือเกินค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องใกล้ชิดกับลูกมาก ๆ คุยกับคุณครูว่าลูกเราเป็นอย่างไร กินข้าวได้มั้ย เข้ากับเพื่อนได้มั้ย วันนี้เป็นอย่างไร เราจะได้รับมือกับลูกได้ตรงจุดค่ะ

แนวทางแก้ไข ที่จะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบานะคะ

1. บอกรักลูกทุกวันค่ะ ให้เค้ารู้ว่าเรารัก และบอกถึงประโยชน์ของการมาโรงเรียน ให้เค้าเข้าใจ ว่ามีประโยชน์ต่อตัวลูกแค่ไหน อย่านึกว่าลูกไม่เข้าใจค่ะ เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดสุด ๆ แม่น้องอีฟสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยเหตุผลค่ะ
2. ให้รางวัล สำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่เพิ่งไปโรงเรียนช่วงแรก ๆ ลองให้ “ดาว..ความดี” ค่ะ อันนี้เคยใช้กับน้องอีฟมาแล้ว ดาวกระดาษที่พับใส่ขวดโหลแบบนั้นหน่ะค่ะ ถ้าลูกไม่ร้องไห้แม่จะให้ดาว แล้วก็พับให้เค้าถือไปโรงเรียนทุกวันตอนเช้า มันเหมือนเป็นกำลังใจด้วยค่ะ หรือจะลองเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ได้นะคะ
3. ไม่เอาเรื่องไปโรงเรียนมาขู่ เช่นถ้าลูกดื้อ แม่จะพาไปส่งโรงเรียน เป็นต้น
4. สำหรับน้องที่ร้องไห้ เวลาไปส่งเป็นประจำ ต้องประสานงานกับคุณครูค่ะ ให้คุณครูมารับช่วงต่อทันที ที่เราไปส่ง อาทิ เดินมารับที่รถสำหรับเนอสเซอรี่เล็ก ๆ คือ อุ้มไปเลย ไม่ทันตั้งตัว แล้วพาไปเล่นก่อนอะไรแบบนี้ อย่าเพิ่งเอาเข้าห้องเรียน ถ้าเป็นโรงเรียนก็ให้มารับไปทันทีที่ไปส่งค่ะ แต่สักพักลูกจะมีความรู้สึกว่าไม่อยากให้แม่หนีไป นั่นแหละค่ะ ตอนนั้นเราก็รีบบอกไปเลยว่า ลูกอยากให้แม่อยู่ส่งลูกนาน ๆ ใช่มั้ย เราจะหอมแก้มกัน กอดกัน แต่หนู่ต้องเลิกร้องไห้ แม่ถึงจะอยู่ส่งได้นะคะ อะไรแบบนี้
5. อีกวิธีหนึ่งก็คือ ไม่ส่งถึงห้องค่ะ ส่งแค่ครึ่งทาง ให้เค้าเดินต่อไปเอง อันนี้ต้องประสานงานกับคุณครูด้วยนะคะ ที่โรงเรียนน้องอีฟเค้าสอนให้นักเรียนเดินเข้าห้องเองค่ะ ในหัวข้อ หนูทำได้ จะสังเกตว่าช่วงนั้นเด็ก ๆ จะเดินเข้าไปห้องเรียนเองกันเป็นแถว แล้วก็ไม่ร้องไห้ด้วยค่ะ

แต่ถึงอย่างไร เด็กก็ยังเป็นเด็กค่ะ ลูกอาจจะกล้าบ้าง ไม่กล้าบ้าง กลับมาร้องไห้บ้าง ไม่ร้องไห้บ้าง เหมือนน้องอีฟ บางวันก็ยังร้องอยู่เลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่ท่านใดมีประสบการณ์อื่น ๆ ขอเชิญมาช่วย Share ข้อมูลดี ๆ ด้วยกันนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง………………………………..

++การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

++การเลี้ยงลูกให้ฉลาด

++รวมบทความ การเลี้ยงดู และพฤติกรรมเด็กวัย 3 ขวบ

++รวมภาพระบายสีสำหรับเด็ก ภาพการ์ตูน ภาพสัตว์ ภาพประกอบการเรียนรู้

++รวมแบบฝึกหัดสำหรับเด็กอนุบาล

ลูกไม่ยอมแปรงฟัน

คุณพ่อคุณแม่หลายคนมีปัญหาเรื่องลูกไม่ยอมแปรงฟันค่ะ เด็กบางคนอาจจะกัดแปรง กลืนยาสีฟัน หรือบางคนไม่ยอมอ้าปากให้แปรงเลย คิดว่าคงมีปัญหากันเกือบทุกบ้านนะคะ ที่บ้านก็เป็นค่ะ อีฟก็ไม่ชอบแปรงฟัน คราวนี้เราลองมาหาวิธีจัดการกับเจ้าตัวน้อยในเรื่องนี้กันดีกว่า คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนมีวิธีอะไรบ้าง ช่วยกัน Share ประสบการณ์เพื่อเป็นประโยชน์ค่ะ

ตามประสบการณ์ที่ผ่านมานะคะ วิธีที่ใช้ได้ผลก็คือ
1.  หาแปรงสีฟันที่เค้าถือเองได้ค่ะ ประเภทแปรงที่มีแผ่นกันไม่ให้แปรงหลุดเข้าปากหน่ะค่ะ ของเด็กเล็ก คือปลอดภัยไว้ก่อน ให้เค้าเคี้ยว ๆ กัด ๆ ไปนั่นแหละค่ะ เค้าได้แปรงฟันแล้ว ก็สลับกันคุณแม่แปรงให้บ้าง ให้เค้าแปรงเองบ้าง หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ใส่ยาสีฟัน สังเกตรสไหนที่เค้าชอบ
2.  ถ้าลูกเริ่มโตแล้ว สอนให้ลูกเข้าใจเรื่องความสำคัญของการแปรงฟันค่ะ แต่ยังไงเด็ก ๆ ก็ยังไม่ค่อยอยากแปรง ก็ต้องลองหลายวิธีค่ะ วิธีที่ใช้ได้ผลดีก็คือ
3.  เปลี่ยนแปรงบ่อย ๆ เด็ก ๆ ก็เห่อของใหม่เหมือนกันค่ะ
4.  หรือจะลองบอกเค้าว่าเมื่อกี้แม่เห็นแมงกินฟันติดอยู่ที่ในปาก นั่นไง มันกำลังกินฟันอยู่ ให้แม่เอาออกให้นะ แล้วก็ให้เค้าค่อย ๆ อ้าปาก แล้วแปรงให้ค่ะ แปรงเสร็จก็บอกแมงกินฟันออกไปแล้ว ลองให้เค้าเอามือป้องปากแล้วหายใจออก จะได้กลิ่นปากหอมสดชื่น เป็นกลิ่นสตรอเบอรี่ กลิ่นส้ม ฯลฯ แล้วแต่เค้าชอบค่ะ
5.  อีกวิธีก็คือ แปรงไปพร้อมกัน เค้าก็จะแปรงตามเรา แข่งกันใครฟันหอมกว่ากัน ของแม่กลิ่นนั้น ของลูกกลิ่นนี้
6.  แต่วิธีที่ได้ผลที่สุด ลองชวนลูกไปหาหมอฟันกันค่ะ อืฟเคยไปแล้วปรากฎว่ามีฟันดำต้องกรอ และอุด คุณหมอจะทำอันที่อยู่ด้านนอกค่ะ แล้วก็นัดทำฟันที่อยู่ด้านใน ซึ่งแม่ดูแล้วคงไม่มาทำแน่นอนค่ะ ลูกต้องทนไม่ได้แน่ ๆ หลังจากนั้น วันไหนที่ลูกไม่ยอมแปรงฟัน ก็จะบอกว่าเดี๋ยวฟันผุมากขึ้น คุณหมอจะนัดไปทำอีก อันนี้ได้ผลอยู่พักใหญ่เลยค่ะ
ลองดูกันนะคะ ลูกสาวตอนนี้อายุ 3 ขวบ 4 เดือน แปรงฟันได้เองค่ะ แต่ก็ยังมีวันที่งอแงอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน เผื่อใครมีวิธีอื่น ๆ ก็มาแชร์กันบ้างนะคะ